Welte-Mignon นวัตกรรมเปียโนและออร์แกนอัตโนมัติระดับโลก
สรุปใจความสำคัญ
- ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1832 โดย Michael Welte ในเมือง Vöhrenbach ประเทศเยอรมนี
- เปลี่ยนระบบการเล่นจากทรงกระบอกไม้ปักหมุดเป็นม้วนกระดาษเจาะรู ซึ่งเป็นต้นแบบของม้วนเปียโน
- Welte-Mignon สามารถบันทึกและเลียนแบบการแสดงของนักเปียโนได้ทั้งจังหวะ น้ำหนักเสียง และการใช้เท้าเหยียบ
- สูญเสียสาขาและสิทธิบัตรในสหรัฐฯ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เนื่องด้วยกฎหมาย Alien Property Custodian
M. Welte & Sons เป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องดนตรีกลไกที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดยเน้นการผลิตออร์เคสเทรียน (Orchestrions), ออร์แกน และเปียโนเลียนแบบการแสดง (Reproducing Pianos) ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1832 โดย Michael Welte ในเมือง Vöhrenbach ประเทศเยอรมนี
จุดเริ่มต้นและการพัฒนาทางเทคโนโลยี
ตั้งแต่ปี 1832 จนถึง 1932 บริษัทได้ผลิตเครื่องดนตรีกลไกคุณภาพสูงสุด โดย Michael Welte และบริษัทของเขามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทางเทคนิคของออร์เคสเทรียนตั้งแต่ปี 1850 จนถึงต้นศตวรรษที่ 20
ในปี 1872 บริษัทได้ย้ายฐานการผลิตไปยังเมือง Freiburg ประเทศเยอรมนี และได้สร้างนวัตกรรมที่เปลี่ยนโฉมหน้าวงการด้วยการเปลี่ยนระบบการเล่นจากทรงกระบอกไม้ปักหมุด (pinned cylinders) ที่เปราะบาง มาเป็นระบบ ม้วนกระดาษเจาะรู (perforated paper rolls) ซึ่ง Emil Welte ได้จดสิทธิบัตรในสหรัฐอเมริกาในปี 1883 นวัตกรรมนี้กลายเป็นต้นแบบของม้วนเปียโนในเวลาต่อมา

การกำเนิดของ Welte-Mignon
ในปี 1904 Welte ได้เปิดตัว Welte-Mignon ซึ่งเป็นเปียโนเลียนแบบการแสดงที่สามารถบันทึกและเล่นซ้ำไม่เพียงแค่ตัวโน้ต แต่ยังรวมถึงจังหวะ (tempo), การเน้นเสียง (phrasing), น้ำหนักการกด (dynamics) และการใช้เท้าเหยียบ (pedalling) ของนักเปียโนได้อย่างแม่นยำ ซึ่งแตกต่างจากเปียโนอัตโนมัติทั่วไปในสมัยนั้น
ด้วยนวัตกรรมของ Edwin Welte และ Karl Bockisch ทำให้เหล่านักเปียโนชื่อดังในยุคนั้นจำนวนมากได้บันทึกเสียงการเล่นของตนไว้กับ Welte-Mignon ทำให้เครื่องดนตรีชนิดนี้เป็นที่ต้องการอย่างมากและถูกส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา โดยมีการติดตั้งในเปียโนของบริษัท Feurich และ Steinway & Sons
Welte Philharmonic Organ
ต่อมาในปี 1911 บริษัทได้ขยายระบบนี้ไปยังออร์แกนภายใต้ชื่อ Welte Philharmonic-Organ ซึ่งได้รับความนิยมในหมู่นักออร์แกนและคีตกรชื่อดังของยุโรป เช่น Max Reger และ Eugene Gigout
หนึ่งในออร์แกนที่ใหญ่ที่สุดที่เคยสร้างขึ้นตั้งอยู่ที่คฤหาสน์ Salomons ของ Markerstudy Group และอีกเครื่องหนึ่งตั้งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ Scotty's Castle ใน Death Valley ซึ่งยังคงมีการบรรเลงเพลงให้ผู้เข้าชมได้ฟังจนถึงปัจจุบัน

การขยายตัวสู่สหรัฐอเมริกาและความเสื่อมถอย
ในปี 1912 บริษัทได้ก่อตั้ง M. Welte & Sons. Inc. ในนิวยอร์ก และสร้างโรงงานใน Poughkeepsie รัฐนิวยอร์ก อย่างไรก็ตาม ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 บริษัทต้องสูญเสียสาขาในสหรัฐฯ และสิทธิบัตรทั้งหมดเนื่องจากกฎหมาย Alien Property Custodian
ความยากลำบากทางเศรษฐกิจในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) และการเข้ามาของเทคโนโลยีใหม่ เช่น วิทยุ และเครื่องเล่นแผ่นเสียงไฟฟ้า ในช่วงทศวรรษ 1920 ส่งผลให้ความต้องการเครื่องดนตรีราคาแพงเหล่านี้ลดลงอย่างมาก
โรงละครและจุดสิ้นสุดของยุค
ตั้งแต่ปี 1919 Welte ได้ผลิตออร์แกนโรงละคร (Theatre Organs) เพื่อใช้ในโรงภาพยนตร์ ซึ่งได้รับความนิยมจนกระทั่งการมาถึงของภาพยนตร์มีเสียง (Talkies) ในปี 1927 ทำให้ความต้องการลดลง
ในปี 1932 บริษัทที่นำโดย Karl Bockisch ได้พยายามประคองตัวให้รอดพ้นจากการล้มละลาย โดยหันไปผลิตออร์แกนสำหรับโบสถ์และออร์แกนพิเศษอื่นๆ แทน
คำถามที่พบบ่อย
Welte-Mignon คืออะไร?
Welte-Mignon คือเปียโนเลียนแบบการแสดง (Reproducing Piano) ที่สามารถเล่นซ้ำจังหวะ น้ำหนักเสียง และการเน้นเสียงของการแสดงของนักเปโนได้อย่างแม่นยำ ไม่ใช่เพียงแค่ตัวโน้ตเท่านั้น
นวัตกรรมสำคัญของ M. Welte & Sons คืออะไร?
นวัตกรรมที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนมาใช้ม้วนกระดาษเจาะรู (perforated paper rolls) แทนทรงกระบอกไม้ปักหมุด ซึ่งช่วยให้การเปลี่ยนเพลงได้ง่ายขึ้นและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น
ทำไมบริษัท Welte ถึงเสื่อมถอยลง?
สาเหตุหลักมาจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ทำให้สูญเสียทรัพย์สินในสหรัฐฯ, ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ และการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีบันทึกเสียงอย่างวิทยุและเครื่องเล่นแผ่นเสียงไฟฟ้า
