ภูมิภาคเวสต์โคสต์ นิวซีแลนด์
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นภูมิภาคที่มีประชากรน้อยที่สุดในนิวซีแลนด์
- เป็นพื้นที่เดียวในนิวซีแลนด์ที่ยังมีผืนป่าราบลุ่ม (Lowland forest) ขนาดใหญ่หลงเหลืออยู่
- มีชื่อเสียงระดับโลกด้านธารน้ำแข็งและหินแพนเค้ก
- เป็นศูนย์กลางการทำเหมืองถ่านหินที่สำคัญที่สุดของประเทศ
ภูมิภาคเวสต์โคสต์ (ภาษาเมารี: Te Tai Poutini) เป็นภูมิภาคหนึ่งของประเทศนิวซีแลนด์ ตั้งอยู่ทางชายฝั่งตะวันตกของเกาะใต้ มีการบริหารจัดการโดยสภาภูมิภาคเวสต์โคสต์ (West Coast Regional Council) และใช้ชื่อเรียกอย่างเป็นทางการร่วมกับชื่อภาษาเมารีว่า Te Tai Poutini
การบริหารและประชากร
ภูมิภาคนี้ประกอบด้วยเขตการปกครองท้องถิ่น 3 เขต ได้แก่ เขตบูลเลอร์ (Buller District), เขตเกรย์ (Grey District) และ เขตเวสต์แลนด์ (Westland District) โดยมีเมืองหลักที่สำคัญคือ เวสต์พอร์ต (Westport), เกรย์เมาธ์ (Greymouth) และโฮกิติกา (Hokitika)
เวสต์โคสต์เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ห่างไกลที่สุดและมีความหนาแน่นของประชากรน้อยที่สุดในนิวซีแลนด์ โดยมีประชากรประมาณ 32,900 คน (ข้อมูล ณ เดือนกรกฎาคม 2023) ซึ่งถือเป็นภูมิภาคที่มีประชากรน้อยที่สุดในประเทศ

ภูมิศาสตร์และสภาพอากาศ
ภูมิภาคนี้ทอดยาวจากจุดคาฮูรังงิ (Kahurangi Point) ทางตอนเหนือ ไปจนถึงจุดอาวารัว (Awarua Point) ทางตอนใต้ รวมระยะทางประมาณ 600 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งหมด 23,246 ตารางกิโลเมตร ทางทิศตะวันตกติดกับทะเลแทสมัน (Tasman Sea) และทางทิศตะวันออกถูกกั้นด้วยเทือกเขาแอลป์ใต้ (Southern Alps)
ลักษณะภูมิประเทศมีความหลากหลายและสมบุกสมบัน ประกอบด้วยที่ราบชายฝั่งซึ่งเป็นที่ตั้งของชุมชนส่วนใหญ่ ป่าดิบชื้นเขตอบอุ่น และภูเขาสูง โดยเวสต์โคสต์เป็นพื้นที่เพียงแห่งเดียวในนิวซีแลนด์ที่ยังมีผืนป่าราบลุ่มขนาดใหญ่หลงเหลืออยู่
สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญ:
- ธารน้ำแข็ง: ธารน้ำแข็งฟ็อกซ์ (Fox Glacier) และธารน้ำแข็งฟรานซ์ โจเซฟ (Franz Josef Glacier)
- ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ: หินแพนเค้ก (Pancake Rocks) ที่ปูนากาอิกิ (Punakaiki)
- เส้นทางศึกษาธรรมชาติ: เส้นทางฮีฟฟี (Heaphy Track) และโฮกิติกา กอร์จ (Hokitika Gorge)
ในด้านสภาพอากาศ ภูมิภาคนี้มีปริมาณน้ำฝนสูงมากเนื่องจากอิทธิพลของลมตะวันตกเฉียงเหนือและเทือกเขาแอลป์ใต้ที่ทำให้เกิดฝนภูเขา (Orographic precipitation) ซึ่งส่งผลให้พื้นที่ฝั่งตะวันออกของเทือกเขา (ที่ราบแคนเทอร์เบอรี) มีสภาพอากาศที่แห้งแล้งกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ประวัติศาสตร์
ชาวเมารีเผ่า งาอิตาฮู (Ngāi Tahu) เป็นกลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่นี้ประมาณปี ค.ศ. 1350 โดยให้ความสำคัญกับ พูนามู (Pounamu) หรือหินหยกสีเขียวที่พบได้มากในภูมิภาคนี้ ซึ่งถูกนำไปใช้ในการค้าขายทั่วประเทศนิวซีแลนด์ ทำให้ Te Tai Poutini กลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มั่งคั่งที่สุดในยุคแรก
หลังจากการเข้ามาของชาวยุโรป ภูมิภาคนี้กลายเป็นจุดหมายปลายทางของเหล่านักแสวงโชคเนื่องจากการค้นพบทองคำใกล้แม่น้ำทารามะเคา (Taramakau River) ในปี ค.ศ. 1864 โดยชาวเมารีสองคนคือ Ihaia Tainui และ Haimona Taukau นำไปสู่ยุคตื่นทอง (Gold Rush) ระหว่างปี ค.ศ. 1864-1867 ซึ่งทำให้เมืองอย่างโฮกิติกาและโอคาริโต (Ōkārito) เติบโตอย่างรวดเร็ว
ต่อมา อุตสาหกรรมถ่านหินได้กลายเป็นเศรษฐกิจหลักของภูมิภาคหลังจากมีการค้นพบถ่านหินใกล้แม่น้ำบูลเลอร์ในช่วงกลางทศวรรษ 1840 และเริ่มทำเหมืองอย่างจริงจังในทศวรรษ 1860 ปัจจุบันเวสต์โคสต์ยังคงเป็นภูมิภาคเดียวในนิวซีแลนด์ที่ยังมีการทำเหมืองถ่านหินอย่างแพร่หลาย
คำถามที่พบบ่อย
ภูมิภาคเวสต์โคสต์มีชื่อเรียกในภาษาเมารีว่าอะไร?
มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Te Tai Poutini ซึ่งแปลว่า 'ชายฝั่งของ Poutini ซึ่งเป็น Taniwha (สัตว์ประหลาดในตำนานเมารี)'
ทำไมเวสต์โคสต์ถึงมีฝนตกชุก?
เนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งที่รับลมตะวันตกเฉียงเหนือและมีเทือกเขาแอลป์ใต้ขวางกั้น ทำให้เกิดฝนภูเขา (Orographic precipitation) ส่งผลให้มีปริมาณน้ำฝนสูงมาก
ทรัพยากรธรรมชาติใดที่สร้างความมั่งคั่งให้ภูมิภาคนี้ในอดีต?
ในยุคแรกคือหินหยกสีเขียว (Pounamu) ของชาวเมารี ต่อมาคือทองคำในช่วงยุคตื่นทอง และถ่านหินซึ่งยังคงเป็นอุตสาหกรรมสำคัญจนถึงปัจจุบัน