← กลับไปยังบทความทั้งหมด

Bovril คืออะไร? ทำความรู้จักกับซุปเนื้อเข้มข้นระดับตำนานของอังกฤษ

สรุปใจความสำคัญ

  • Bovril ถูกคิดค้นโดย John Lawson Johnston ในช่วงทศวรรษ 1870 เพื่อแก้ปัญหาการขนส่งเนื้อวัวสำหรับกองทัพฝรั่งเศส
  • ชื่อ Bovril มาจากคำว่า bovīnus (วัว) และ Vril (พลังงานสมมติจากนวนิยาย)
  • เคยถูกเปลี่ยนเป็นสูตรมังสวิรัติในปี 2004 ก่อนจะกลับมาใช้สูตรเนื้อวัวอีกครั้งในปี 2006
  • เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมในวัฒนธรรมการเชียร์ฟุตบอลของอังกฤษในช่วงฤดูหนาว

Bovril คือผลิตภัณฑ์สารสกัดจากเนื้อวัวที่มีลักษณะเป็นเนื้อครีมข้น สีน้ำตาลดำ และมีรสเค็มจัด ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับยีสต์สกัดอย่าง Marmite หรือ Vegemite ผลิตภัณฑ์นี้ถูกพัฒนาขึ้นในช่วงทศวรรษ 1870 โดย John Lawson Johnston ผู้ประกอบการชาวสกอตแลนด์ โดยปัจจุบันจำหน่ายในรูปแบบกระปุกทรงกลมอันเป็นเอกลักษณ์ รวมถึงแบบก้อนและแบบเกล็ด และอยู่ภายใต้การดูแลของบริษัท Unilever UK

วิธีการรับประทาน Bovril

Bovril สามารถนำมาใช้งานได้หลากหลายวิธี ดังนี้:

  • เป็นเครื่องดื่ม: นำมาผสมกับน้ำร้อนหรือนมเพื่อดื่มให้ความอบอุ่น
  • เป็นเครื่องปรุงรส: ใช้เพิ่มรสชาติในซุป, น้ำสต๊อก, สตูว์ หรือแม้แต่ในโจ๊ก
  • เป็นแยมทาขนมปัง: ใช้ทาบนขนมปังปิ้งเพื่อเพิ่มรสชาติเข้มข้น

ในช่วงปี 2004 Unilever เคยถอดส่วนผสมจากเนื้อวัวออกเพื่อให้เป็นผลิตภัณฑ์มังสวิรัติ แต่ต่อมาในปี 2006 ได้ตัดสินใจนำเนื้อวัวกลับมาเป็นส่วนประกอบหลักอีกครั้งตามความต้องการของผู้บริโภค

ที่มาของชื่อและรากศัพท์

ชื่อของ Bovril เกิดจากการผสมคำสองคำเข้าด้วยกัน:

  1. Bovīnus: ภาษาละตินที่แปลว่า "เกี่ยวกับวัว"
  2. Vril: มาจากนวนิยายเรื่อง The Coming Race (1871) ของ Edward Bulwer-Lytton ซึ่งกล่าวถึงสารพลังงานไฟฟ้าแม่เหล็กที่ชื่อว่า "Vril" ที่ทำให้เผ่าพันธุ์ Vril-ya มีพลังเหนือมนุษย์

ดังนั้น Bovril จึงสื่อถึง "พละกำลังอันมหาศาลที่ได้รับจากวัว" นั่นเอง

ประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ

Bovril Historical Image
ภาพประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ Bovril

จุดเริ่มต้นของ Bovril เกิดขึ้นในปี 1870 ระหว่างสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย เมื่อจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ทรงสั่งซื้อเนื้อวัวกระป๋องจำนวนหนึ่งล้านกระป๋องเพื่อเลี้ยงกองทัพ John Lawson Johnston ซึ่งเป็นคนขายเนื้อชาวสกอตแลนด์ในแคนาดา ได้สร้างสรรค์ "Johnston's Fluid Beef" (ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Bovril) เพื่อแก้ปัญหาเรื่องการขนส่งและการเก็บรักษาเนื้อวัวจำนวนมาก

ในเวลาต่อมา Bovril ได้กลายเป็น "อาหารสงคราม" ที่สำคัญ ทั้งในสงครามโบเออร์ครั้งที่สอง และสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยถูกใช้เป็นอาหารฉุกเฉินสำหรับทหารและผู้บาดเจ็บ เนื่องจากให้พลังงานสูงและเตรียมง่าย

การเปลี่ยนแปลงและการเติบโต

ในปี 1971 บริษัท Cavenham Foods ของ James Goldsmith ได้เข้าซื้อกิจการ ก่อนที่ในที่สุดจะตกเป็นของ Unilever ในปี 2001 ปัจจุบัน Bovril ไม่ได้มีเพียงรสเนื้อวัวเท่านั้น แต่ยังมีรสไก่เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค นอกจากนี้ ในปี 2020 สโมสรฟุตบอล Forest Green Rovers ยังได้ร่วมมือกับ Bovril เพื่อสร้างเวอร์ชันที่ทำจากบีทรูท (Beet-based) เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายไม่ขายผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ในสเตเดียม

ความสำคัญทางวัฒนธรรม

ในศตวรรษที่ 20 Bovril ถูกโปรโมตในฐานะ "ซูเปอร์ฟู้ด" โดยมีการโฆษณาว่าสามารถป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ และกลายเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมอังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มแฟนบอลที่มักจะดื่ม Bovril ร้อนๆ บนอัฒจันทร์ในช่วงฤดูหนาวเพื่อสร้างความอบอุ่นแก่ร่างกาย

คำถามที่พบบ่อย

Bovril คืออะไร?

Bovril คือสารสกัดจากเนื้อวัวเข้มข้นที่มีลักษณะเป็นเนื้อครีมข้นสีน้ำตาลดำ รสเค็ม ใช้สำหรับผสมน้ำร้อนดื่ม หรือใช้เป็นเครื่องปรุงรสในอาหารและทาขนมปัง

Bovril แตกต่างจาก Marmite อย่างไร?

แม้จะมีลักษณะภายนอกคล้ายกัน แต่ Bovril ทำจากสารสกัดจากเนื้อวัว (หรือไก่) ในขณะที่ Marmite ทำจากยีสต์สกัด

สามารถรับประทาน Bovril ได้อย่างไรบ้าง?

วิธีที่นิยมที่สุดคือการผสมกับน้ำร้อนเพื่อดื่มเป็นเครื่องดื่มร้อน หรือใช้ทาบนขนมปังปิ้ง รวมถึงใช้เป็นส่วนผสมในการปรุงซุปและสตูว์เพื่อเพิ่มความเข้มข้น