BYOD คืออะไร? ทำความรู้จักนโยบายการนำอุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้ในที่ทำงาน
สรุปใจความสำคัญ
- BYOD ย่อมาจาก Bring Your Own Device หมายถึงการนำอุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้ทำงาน
- ตลาดที่เติบโตสูง เช่น บราซิลและรัสเซีย มีอัตราการใช้ BYOD สูงกว่าตลาดที่พัฒนาแล้ว
- ข้อดีหลักของ BYOD คือการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ความพึงพอใจของพนักงาน และการลดต้นทุนฮาร์ดแวร์ของบริษัท
BYOD หรือ Bring Your Own Device (รวมถึงคำเรียกอื่นๆ เช่น BYOT - Bring Your Own Technology, BYOP - Bring Your Own Phone และ BYOPC - Bring Your Own Personal Computer) คือแนวปฏิบัติที่อนุญาตให้พนักงานหรือผู้ใช้งานสามารถนำอุปกรณ์ส่วนตัว เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือแล็ปท็อป มาใช้ในการทำงานหรือเข้าถึงเครือข่ายขององค์กร แทนที่จะต้องใช้อุปกรณ์ที่บริษัทจัดหาให้เพียงอย่างเดียว
บริบทการใช้งาน BYOD
คำว่า BYOD ถูกนำมาใช้ในสองบริบทหลัก ดังนี้:
- อุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือ: หมายถึงการที่ผู้ให้บริการเครือข่ายอนุญาตให้ลูกค้านำเครื่องโทรศัพท์ที่มีอยู่แล้วมาเปิดใช้งานกับเครือข่ายได้ โดยไม่ต้องถูกบังคับให้ซื้อเครื่องใหม่จากผู้ให้บริการ
- ในสถานที่ทำงาน: ซึ่งเป็นจุดประสงค์หลักของบทความนี้ หมายถึงนโยบายของบริษัทที่อนุญาตให้พนักงานนำอุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้เพื่อเข้าถึงข้อมูลและแอปพลิเคชันสำคัญของบริษัท
ประวัติความเป็นมาของ BYOD
คำว่า BYOD เริ่มถูกนำมาใช้ครั้งแรกในปี 2004 โดย BroadVoice ผู้ให้บริการ VoIP เพื่อสร้างโมเดลผู้ให้บริการที่เปิดกว้างมากขึ้น โดยคำนี้เป็นการดัดแปลงมาจากคำว่า "BYOB" (Bring Your Own Beer/Booze/Bottle) ซึ่งเป็นคำเชิญไปงานปาร์ตี้ที่ใช้กันมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970
ต่อมาในปี 2009 Intel ได้ทำให้คำนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้น เมื่อสังเกตเห็นแนวโน้มที่พนักงานนำสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตมาใช้ในที่ทำงาน และจนถึงปี 2011 คำนี้จึงกลายเป็นกระแสหลักเมื่อบริษัทอย่าง Unisys และ Citrix Systems เริ่มแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มนี้ ซึ่งสะท้อนถึงยุค "Consumer Enterprise" ที่เส้นแบ่งระหว่างผู้บริโภคและองค์กรเริ่มจางลง
แนวโน้มและความแพร่หลายในปัจจุบัน
การแพร่หลายของแท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนในชีวิตประจำวันทำให้บริษัทชั้นนำอย่าง IBM เริ่มนำนโยบาย BYOD มาใช้ เนื่องจากเชื่อว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและลดค่าใช้จ่าย แม้ในช่วงแรกจะมีความกังวลด้านความปลอดภัย แต่ปัจจุบันบริษัทจำนวนมากเริ่มยอมรับแนวทางนี้
จากการศึกษาในปี 2018 พบว่ามีองค์กรเพียง 17% ที่จัดหาโทรศัพท์มือถือให้พนักงานทุกคน ในขณะที่ 31% ไม่จัดหาให้เลยและพึ่งพา BYOD ทั้งหมด ส่วนอีก 52% ใช้รูปแบบผสมผสาน (Hybrid)
สถิติการใช้งานทั่วโลก
- ตะวันออกกลาง: มีอัตราการยอมรับสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก (ประมาณ 80% ในปี 2012)
- ตลาดที่เติบโตสูง: เช่น บราซิล รัสเซีย อินเดีย UAE และมาเลเซีย มีแนวโน้มการใช้ BYOD สูงถึง 75% เมื่อเทียบกับตลาดที่พัฒนาแล้วซึ่งอยู่ที่ 44%
ข้อดีของนโยบาย BYOD
การนำอุปกรณ์ส่วนตัวมาใช้มีประโยชน์หลายประการ ดังนี้:
- เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน: พนักงานมีความคุ้นเคยกับอุปกรณ์ของตนเอง ทำให้ใช้งานได้คล่องแคล่วและรวดเร็วกว่าอุปกรณ์ที่บริษัทจัดให้
- ความพึงพอใจของพนักงาน: พนักงานรู้สึกพึงพอใจที่ได้ใช้อุปกรณ์ที่ตนเองเลือก และไม่ต้องพกพาอุปกรณ์สองเครื่อง (เครื่องส่วนตัวและเครื่องทำงาน)
- ดึงดูดบุคลากรใหม่: ผู้หางานกว่า 44% มีมุมมองเชิงบวกต่อองค์กรที่สนับสนุนนโยบาย BYOD
- ลดค่าใช้จ่ายองค์กร: บริษัทสามารถลดงบประมาณในการจัดซื้อและบำรุงรักษาอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์
- ความทันสมัยของอุปกรณ์: อุปกรณ์ส่วนตัวมักจะได้รับการอัปเกรดรุ่นใหม่เร็วกว่าอุปกรณ์ที่บริษัทจัดหาให้ตามรอบงบประมาณ
ข้อเสียและความเสี่ยง
แม้จะมีข้อดีมากมาย แต่ BYOD ก็นำมาซึ่งความเสี่ยงที่สำคัญ โดยเฉพาะด้าน ความปลอดภัยของข้อมูล บริษัทจำเป็นต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลสำคัญขององค์กรหลุดไหลไปยังบุคคลภายนอก หรือถูกโจมตีผ่านมัลแวร์ที่ติดมากับอุปกรณ์ส่วนตัวของพนักงาน
คำถามที่พบบ่อย
BYOD คืออะไร?
BYOD หรือ Bring Your Own Device คือนโยบายที่อนุญาตให้พนักงานนำอุปกรณ์ส่วนตัว เช่น สมาร์ทโฟน แล็ปท็อป หรือแท็บเล็ต มาใช้ในการทำงานและเข้าถึงข้อมูลของบริษัท
ข้อดีของการใช้ BYOD สำหรับบริษัทคืออะไร?
ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้ออุปกรณ์ให้พนักงาน และอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเนื่องจากพนักงานมีความคุ้นเคยกับอุปกรณ์ของตนเองมากกว่า
ความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของ BYOD คืออะไร?
ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูล (Data Security) เนื่องจากอุปกรณ์ส่วนตัวอาจไม่มีระบบป้องกันที่เข้มงวดเท่าอุปกรณ์ของบริษัท ทำให้เสี่ยงต่อการถูกโจมตีทางไซเบอร์หรือข้อมูลรั่วไหล