← กลับไปยังบทความทั้งหมด

เรื่องเล่าซ้อนเรื่อง เทคนิคการเล่าเรื่องแบบ Frame Story คืออะไร

สรุปใจความสำคัญ

  • เรื่องเล่าซ้อนเรื่อง (Frame Story) คือเทคนิคการสร้างเรื่องหลักเพื่อนำเข้าสู่เรื่องรอง หรือชุดของเรื่องสั้น
  • พบได้ตั้งแต่ในวรรณกรรมโบราณของอียิปต์และอินเดีย ก่อนจะแพร่หลายไปยังยุโรปและโลกอาหรับ
  • โครงสร้างแบบ Chinese Box Narrative คือการเล่าเรื่องซ้อนกันหลายชั้นเหมือนกล่องที่ซ้อนกัน

เรื่องเล่าซ้อนเรื่อง (Frame Story) หรือที่รู้จักในชื่อ Frame Tale, Framing Device, Frame Narrative หรือ Sandwich Narrative คือเทคนิคทางวรรณกรรมที่ใช้การสร้าง "เรื่องหลัก" หรือ "เรื่องกรอบ" เพื่อทำหน้าที่เป็นบทนำหรือบริบทที่นำพาผู้อ่านเข้าสู่ "เรื่องรอง" ซึ่งอาจเป็นเรื่องเดียวที่เน้นเป็นพิเศษ หรือเป็นชุดของเรื่องสั้นหลายๆ เรื่องที่ร้อยเรียงเข้าด้วยกัน

หน้าที่สำคัญของเรื่องเล่าซ้อนเรื่องคือการปูพื้นหลัง ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องรองที่อาจเข้าใจยากหากเล่าโดดๆ หรือใช้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและอารมณ์ร่วมให้กับผู้อ่าน โดยเทคนิคนี้มีความแตกต่างจากโครงสร้างการเล่าเรื่อง (Narrative Structure) ทั่วไป ตรงที่มันสร้างชั้นของเรื่องราวซ้อนกันอย่างชัดเจน ตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดคือ นิทานอาหรับราตรี (1001 Nights) และ The Decameron

ต้นกำเนิดของเรื่องเล่าซ้อนเรื่อง

ภาพประกอบเกี่ยวกับต้นกำเนิดวรรณกรรมโบราณ
เทคนิคเรื่องเล่าซ้อนเรื่องมีรากฐานมาจากอารยธรรมโบราณหลายแห่ง

เทคนิคนี้ปรากฏให้เห็นตั้งแต่ยุคโบราณ โดยพบในวรรณกรรมอียิปต์โบราณ เช่น Papyrus Westcar และ The Tale of the Shipwrecked Sailor นอกจากนี้ยังพบได้บ่อยในวรรณกรรมอินเดีย เช่น มหากาพย์ มหาภารตะ, รามายณะ, ปัญจตันตระ และนิทานชุด Vikram and The Vampire

ต่อมาเทคนิคนี้ได้แพร่หลายไปยังทางตะวันตกและกลายเป็นที่นิยมอย่างมาก จนเกิดผลงานคลาสสิกอย่าง นิทานอาหรับราตรี, The Decameron และ The Canterbury Tales ของ Geoffrey Chaucer ซึ่งในเรื่องหลังนี้ ผู้แสวงบุญแต่ละคนจะเล่าเรื่องราวของตนเอง โดยที่ส่วนของเรื่องกรอบนั้นเคยได้รับการยกย่องว่าเป็นส่วนที่น่าประทับใจที่สุดของงานเขียนชิ้นนี้

การใช้เรื่องเล่าซ้อนเรื่องเพื่อรวบรวมชุดเรื่องราว

ภาพประกอบการเล่าเรื่องซ้อนเรื่อง
การใช้เรื่องกรอบเพื่อเชื่อมโยงเรื่องสั้นหลายเรื่องเข้าด้วยกัน

เรื่องเล่าซ้อนเรื่องมักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการจัดระเบียบเรื่องสั้นหลายๆ เรื่องให้รวมอยู่ในเล่มเดียว โดยผู้เขียนอาจสร้างเรื่องราวขึ้นมาใหม่หรือนำนิทานพื้นบ้านที่มีอยู่แล้วมาปรับปรุงเพื่อให้เข้ากับเนื้อเรื่องหลัก บางครั้งหากเรื่องรองสะท้อนแง่มุมบางอย่างของเรื่องกรอบ จะถูกเรียกว่า mise en abyme

ตัวอย่างที่น่าสนใจ

  • นิทานอาหรับราตรี: ตัวละคร "เชเฮราซาด" เล่านิทานให้สุลต่านชะห์ริยาร์ฟังคืนแล้วคืนเล่าเพื่อรักษาชีวิตของตนเอง และในนิทานที่เธอเล่า บางเรื่องก็มีเรื่องซ้อนเรื่องลงไปอีก เช่น เรื่องของซินแบดเดินเรือ
  • Frankenstein ของ Mary Shelley: มีการซ้อนทับของเรื่องราวหลายชั้น เริ่มจากจดหมายของ Robert Walton ที่เล่าเรื่องของ Victor Frankenstein และในเรื่องของ Victor ก็มีเรื่องราวของสัตว์ประหลาดที่เล่าถึงชีวิตของตนเองอีกทีหนึ่ง โครงสร้างแบบนี้บางครั้งเรียกว่า Chinese Box Narrative (การเล่าเรื่องแบบกล่องจีนซ้อนกัน)
  • Wuthering Heights ของ Emily Brontë: ใช้เทคนิคนี้เพื่อเล่าเรื่องราวความรักและความแค้นของ Heathcliff และ Catherine ผ่านมุมมองของผู้เล่าเรื่องหลายคน

การใช้เรื่องเล่าซ้อนเรื่องกับเรื่องราวเดี่ยว

ในกรณีที่มีเรื่องรองเพียงเรื่องเดียว เรื่องกรอบจะถูกนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น โดยเฉพาะการกำหนดทัศนคติของผู้อ่านต่อเรื่องราวนั้นๆ ดังนี้:

1. การสร้างความสงสัยในตัวผู้เล่า (Casting doubt on the narrator)

ผู้เขียนอาจใช้เรื่องกรอบเพื่อชี้ให้เห็นว่าผู้เล่าเรื่องนั้น "ไม่น่าเชื่อถือ" (Unreliable Narrator) โดยการทำให้ผู้เล่าเป็นตัวละครหนึ่งในเรื่องกรอบ ซึ่งช่วยให้ผู้เขียนแยกตัวเองออกจากตัวละครนั้น เช่น ในภาพยนตร์เรื่อง Amadeus ที่เล่าผ่านมุมมองของ Antonio Salieri ซึ่งมีความอิจฉาริษยาต่อ Mozart ทำให้ผู้ชมต้องตั้งคำถามว่าสิ่งที่ Salieri เล่านั้นเป็นความจริงหรือเป็นเพียงมุมมองที่บิดเบือน

2. การดักทางปฏิกิริยาผู้อ่าน (Procatalepsis)

คือการที่ผู้เขียนใส่ปฏิกิริยาที่ผู้อ่านอาจจะมีต่อเรื่องราว ลงไปในตัวละครที่กำลังฟังเรื่องนั้นอยู่ เช่น ในเรื่อง The Princess Bride ที่มีตัวละครคุณปู่เล่านิทานให้หลานชายผู้ไม่เต็มใจฟัง การที่หลานชายแสดงท่าทีเบื่อหน่ายหรือสงสัยในความเพ้อฝันของนิทาน ช่วยสะท้อนความรู้สึกของผู้ชมที่อาจมองว่านิทานรักนั้นน้ำเน่าเกินไป ทำให้เรื่องราวดูกลมกลืนและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

Frame Story แตกต่างจากโครงสร้างการเล่าเรื่องทั่วไปอย่างไร?

Frame Story คือเทคนิคเฉพาะที่สร้าง 'กรอบ' หรือเรื่องราวชั้นนอกเพื่อทำหน้าที่นำทางหรือให้บริบทแก่เรื่องราวชั้นใน ซึ่งต่างจากโครงสร้างทั่วไปที่เล่าเรื่องเป็นเส้นตรงหรือสลับช่วงเวลาโดยไม่มีเรื่องกรอบมาหุ้ม

ตัวอย่างวรรณกรรมที่ใช้ Frame Story ได้ชัดเจนที่สุดคือเรื่องอะไร?

นิทานอาหรับราตรี (1001 Nights) เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด โดยมีเรื่องกรอบคือการที่เชเฮราซาดเล่านิทานให้สุลต่านฟัง เพื่อนำเข้าสู่ชุดนิทานต่างๆ

ทำไมผู้เขียนถึงต้องใช้เทคนิคเรื่องเล่าซ้อนเรื่อง?

เพื่อใช้จัดระเบียบเรื่องสั้นหลายเรื่องให้เป็นเอกภาพ, เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือหรือความสงสัยในตัวผู้เล่า, หรือเพื่อนำทางอารมณ์และความรู้สึกของผู้อ่านให้เป็นไปตามที่ผู้เขียนต้องการ