← กลับไปยังบทความทั้งหมด

Geo-blocking คืออะไร? ทำความเข้าใจการจำกัดการเข้าถึงเนื้อหาตามพื้นที่

สรุปใจความสำคัญ

  • Geo-blocking คือการจำกัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตโดยอิงตามตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของผู้ใช้
  • เทคนิคที่ใช้ในการระบุตำแหน่งมักใช้ที่อยู่ IP, GPS หรือการวัดความล่าช้าของเครือข่าย
  • เหตุผลหลักในการใช้ Geo-blocking คือการจัดการลิขสิทธิ์เนื้อหา และการปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่น
  • VPN เป็นเครื่องมือยอดนิยมที่ใช้ในการหลีกเลี่ยงการจำกัดพื้นที่ (Geo-blocking)

Geo-blocking (หรือ Geoblocking หรือ Geolocking) คือเทคโนโลยีที่ใช้ในการจำกัดการเข้าถึงเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ตโดยอิงตามตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ของผู้ใช้ โดยระบบจะตรวจสอบตำแหน่งของผู้ใช้ผ่านเทคนิคการระบุตำแหน่ง (Geolocation) เช่น การตรวจสอบที่อยู่ IP (IP Address) เทียบกับรายการที่อนุญาตหรือไม่อนุญาต, การใช้ข้อมูล GPS ในอุปกรณ์เคลื่อนที่, การตรวจสอบบัญชีผู้ใช้ หรือการวัดความล่าช้าของเครือข่าย (End-to-end delay) เพื่อประเมินตำแหน่งทางกายภาพของผู้ใช้

เหตุผลในการใช้ Geo-blocking

การระบุตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ถูกนำมาใช้เพื่อตัดสินใจว่าระบบจะอนุญาตให้เข้าถึงเว็บไซต์หรือเนื้อหาบางอย่างหรือไม่ นอกจากนี้ยังสามารถใช้เพื่อปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้เหมาะสมกับพื้นที่นั้นๆ เช่น การแสดงสกุลเงินที่แตกต่างกัน ราคา หรือรายการสินค้าที่พร้อมจำหน่ายในแต่ละภูมิภาค

1. ลิขสิทธิ์และสิทธิ์ในการเผยแพร่

คำนี้มักเกี่ยวข้องกับการจำกัดการเข้าถึงเนื้อหามัลติมีเดียระดับพรีเมียม เช่น ภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ เนื่องจากเหตุผลด้านลิขสิทธิ์และการอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ (Licensing) เนื่องจากสิทธิ์ในการครอบครองสิทธิ์ขาดในงานโสตทัศนวัสดุอาจแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค ผู้ให้บริการจึงต้องจำกัดการเข้าถึงสำหรับผู้ใช้ที่อยู่นอกพื้นที่ที่กำหนด

Netflix ไม่ให้บริการในประเทศจีนเนื่องจากกฎระเบียบที่เข้มงวด
Netflix ไม่ให้บริการในประเทศจีนเนื่องจากกฎระเบียบที่เข้มงวด

2. การป้องกันการฉ้อโกงและกฎหมายท้องถิ่น

Geo-blocking ยังถูกนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ เช่น การบล็อกทราฟฟิกที่ประสงค์ร้าย (Malicious traffic), การบังคับใช้การเลือกปฏิบัติทางราคา (Price discrimination), การยืนยันตัวตนตามตำแหน่ง, การป้องกันการฉ้อโกง และการพนันออนไลน์ (ซึ่งกฎหมายการพนันแตกต่างกันไปตามภูมิภาค) นอกจากนี้ เว็บไซต์ต่างๆ ยังใช้ Geo-blocking เพื่อปฏิบัติตามกฎระเบียบและข้อบังคับด้านการคว่ำบาตร

3. การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

บางเว็บไซต์เลือกที่จะบล็อกการเข้าถึงจากผู้ใช้ในเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) เนื่องจากความกังวลเรื่องความรับผิดชอบภายใต้กฎระเบียบการคุ้มครองข้อมูลทั่วไป (GDPR) ของสหภาพยุโรป

การหลีกเลี่ยง Geo-blocking

ผู้ใช้สามารถหลีกเลี่ยง Geo-blocking ที่อิงตามที่อยู่ IP ได้โดยการใช้ Virtual Private Network (VPN) หรือบริการให้ความไม่ระบุตัวตน (Anonymizer services) ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถจำลองที่อยู่ IP ของประเทศที่ต้องการ เพื่อเข้าถึงเนื้อหาหรือบริการที่ไม่มีให้บริการในประเทศของตนเอง

ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้ในหลายประเทศใช้ VPN เพื่อเข้าถึงบริการวิดีโออย่าง Hulu, Netflix, Amazon และ BBC iPlayer ของต่างประเทศ

ความถูกต้องตามกฎหมายของการหลีกเลี่ยง Geo-blocking

ความถูกต้องตามกฎหมายของการใช้ VPN เพื่อหลีกเลี่ยง Geo-blocking เพื่อเข้าถึงบริการวิดีโอต่างประเทศนั้นยังไม่มีความชัดเจนและแตกต่างกันไปตามแต่ละประเทศ สมาชิกในอุตสาหกรรมบันเทิง (รวมถึงสถานีโทรทัศน์และสตูดิโอ) แย้งว่าการใช้ VPN เพื่อหลีกเลี่ยง Geo-blocking เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ เนื่องจากบริการต่างประเทศนั้นไม่มีสิทธิ์ในการเผยแพร่เนื้อหาในประเทศของผู้ใช้ ซึ่งเป็นการละเมิดและบั่นทอนสิทธิ์ของผู้ถือลิขสิทธิ์ในท้องถิ่น

นอกจากนี้ การเข้าถึงบริการวิดีโอออนไลน์จากนอกประเทศที่ให้บริการมักถือเป็นการละเมิดข้อกำหนดการใช้งาน (Terms of Use) ของผู้ให้บริการรายนั้นๆ

คำถามที่พบบ่อย

Geo-blocking คืออะไร?

คือเทคโนโลยีที่ใช้จำกัดการเข้าถึงเว็บไซต์หรือเนื้อหาบางอย่างบนอินเทอร์เน็ต โดยอิงจากตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของผู้ใช้

ทำไมเว็บไซต์ถึงต้องใช้ Geo-blocking?

เนื่องจากเหตุผลด้านลิขสิทธิ์การเผยแพร่เนื้อหาในแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน, เพื่อปฏิบัติตามกฎหมายท้องถิ่น หรือเพื่อป้องกันการฉ้อโกง

เราสามารถหลีกเลี่ยง Geo-blocking ได้อย่างไร?

วิธีที่นิยมที่สุดคือการใช้ VPN (Virtual Private Network) เพื่อเปลี่ยนที่อยู่ IP ให้เป็นของประเทศที่เนื้อหานั้นอนุญาตให้เข้าถึงได้