← กลับไปยังบทความทั้งหมด

พระราชบัญญัติสัตว์ป่าและชนบท ค.ศ. 1981 ของสหราชอาณาจักร

สรุปใจความสำคัญ

  • ตราขึ้นเพื่อปฏิบัติตามคำสั่งยุโรป 79/409/EEC ว่าด้วยการอนุรักษ์นกป่า
  • คุ้มครองทั้งสัตว์ป่า พืชพรรณ และพื้นที่ที่มีความสำคัญทางวิทยาศาสตร์เป็นพิเศษ (SSSIs)
  • มีกลไกการทบทวนรายชื่อสายพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองทุก 5 ปี เพื่อให้กฎหมายมีความยืดหยุ่น
  • ห้ามการปล่อยสายพันธุ์ต่างถิ่น (Non-native species) เข้าสู่ธรรมชาติเพื่อรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ

พระราชบัญญัติสัตว์ป่าและชนบท ค.ศ. 1981 (Wildlife and Countryside Act 1981) เป็นกฎหมายสำคัญของรัฐสภาสหราชอาณาจักรที่ตราขึ้นเพื่อปฏิบัติตามคำสั่งของสภายุโรป (European Council Directive 79/409/EEC) ว่าด้วยการอนุรักษ์นกป่า โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อคุ้มครองสายพันธุ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ควบคุมการปล่อยสายพันธุ์ที่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตท้องถิ่นเข้าสู่ธรรมชาติ เพิ่มระดับการคุ้มครองพื้นที่ที่มีความสำคัญทางวิทยาศาสตร์เป็นพิเศษ (Sites of Special Scientific Interest - SSSIs) และขยายขอบเขตสิทธิในการเข้าถึงพื้นที่ชนบทตามกฎหมายเดิม

ตราแผ่นดินของสหราชอาณาจักร
ตราสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับอำนาจทางกฎหมายของสหราชอาณาจักร

ประวัติความเป็นมาและการตรากฎหมาย

รากฐานจากกฎหมายคุ้มครองนกในอดีต

ก่อนการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ สหราชอาณาจักรมีกฎหมายคุ้มครองนกหลายฉบับ เช่น Wild Birds Protection Act 1902 ซึ่งให้อำนาจศาลในการจัดการกับนกหรือไข่นกที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด อย่างไรก็ตาม กฎหมายเหล่านี้ถูกยกเลิกและแทนที่ด้วย Protection of Birds Act 1954 และกฎหมายฉบับต่อๆ มา จนกระทั่งถูกรวมและปรับปรุงให้ทันสมัยในพระราชบัญญัติปี 1981

ตราแผ่นดินสหราชอาณาจักร
ตราสัญลักษณ์ที่ใช้ในเอกสารทางกฎหมายของรัฐสภา

อิทธิพลจากอนุสัญญาและคำสั่งยุโรป

การตรากฎหมายฉบับนี้ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากข้อตกลงระหว่างประเทศ ได้แก่:

  • อนุสัญญากรุงเบิร์น (Bern Convention 1979): มุ่งเน้นการอนุรักษ์สัตว์ป่าและถิ่นที่อยู่อาศัยในยุโรป รวมถึงสายพันธุ์ที่อพยพและสายพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์
  • คำสั่งยุโรป 79/409/EEC (Birds Directive): กำหนดให้ประเทศสมาชิกคุ้มครองนกป่าทุกชนิด ห้ามการฆ่า การขาย หรือการครอบครองโดยมิชอบ และกำหนดเขตพื้นที่คุ้มครองพิเศษ (Special Protection Areas)
  • อนุสัญญากรุงบอนน์ (Bonn Convention 1979): สหราชอาณาจักรให้สัตยาบันในปี 1985 เพื่ออนุรักษ์สัตว์ป่าที่อพยพย้ายถิ่นฐาน ซึ่งข้อมูลในภาคผนวก 1 ของอนุสัญญานี้ได้ถูกนำมาปรับใช้ในพระราชบัญญัติปี 1981 ด้วย

โครงสร้างและสาระสำคัญของกฎหมาย

พระราชบัญญัติฉบับนี้แบ่งออกเป็น 4 ส่วน รวม 74 มาตรา และมีตารางแนบท้าย 17 ฉบับ โดยมีจุดเด่นคือการทบทวนตารางแนบท้ายที่ 5 และ 8 ทุกๆ 5 ปี เพื่อให้รายชื่อสายพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองมีความทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ส่วนที่ 1 สัตว์ป่า (Wildlife)

ครอบคลุมมาตรา 1 ถึง 27 โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • การคุ้มครองนกป่า: ห้ามการทำลายไข่ รัง หรือการฆ่านกป่าโดยไม่มีเหตุอันควร
  • การคุ้มครองสัตว์และพืช: ให้การคุ้มครองสัตว์ป่าและพืชพรรณท้องถิ่นจากการถูกเก็บเกี่ยวหรือทำลาย
  • การควบคุมสายพันธุ์ต่างถิ่น (Non-native species): มาตรา 14 ห้ามการปล่อยสายพันธุ์ที่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตท้องถิ่นของบริเตนใหญ่เข้าสู่ธรรมชาติ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อระบบนิเวศท้องถิ่น โดยมีการขยายรายชื่อสายพันธุ์ต้องห้ามผ่านคำสั่งในปี 2010
  • การค้าระหว่างประเทศ: ควบคุมการนำเข้าและส่งออกสายพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์

คำถามที่พบบ่อย

พระราชบัญญัติสัตว์ป่าและชนบท ค.ศ. 1981 มีวัตถุประสงค์หลักคืออะไร?

เพื่อคุ้มครองสายพันธุ์สัตว์และพืชท้องถิ่น โดยเฉพาะสายพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ควบคุมการปล่อยสายพันธุ์ต่างถิ่น และเพิ่มการคุ้มครองพื้นที่ที่มีความสำคัญทางวิทยาศาสตร์เป็นพิเศษ (SSSIs)

กฎหมายฉบับนี้เกี่ยวข้องกับอนุสัญญาระหว่างประเทศอย่างไร?

กฎหมายนี้ถูกตราขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญากรุงเบิร์น (Bern Convention) และคำสั่งยุโรปว่าด้วยการอนุรักษ์นกป่า (Birds Directive) รวมถึงนำข้อมูลจากอนุสัญญากรุงบอนน์ (Bonn Convention) มาใช้ในการคุ้มครองสัตว์อพยพ

การควบคุมสายพันธุ์ต่างถิ่นภายใต้กฎหมายนี้ทำได้อย่างไร?

มาตรา 14 ของพระราชบัญญัติห้ามการปล่อยสายพันธุ์ที่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตท้องถิ่นของบริเตนใหญ่เข้าสู่ธรรมชาติ ซึ่งมีการปรับปรุงรายชื่อสายพันธุ์ต้องห้ามอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ครอบคลุมความเสี่ยงใหม่ๆ