← กลับไปยังบทความทั้งหมด

วิลเลียม เอ. สแตนตัน นักการทูตสหรัฐฯ และศาสตราจารย์ในไต้หวัน

สรุปใจความสำคัญ

  • วิลเลียม เอ. สแตนตัน เป็นอดีตนักการทูตอาชีพของสหรัฐอเมริกาที่รับราชการมานาน 34 ปี
  • ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันอเมริกันในไต้หวัน (AIT) ระหว่างปี ค.ศ. 2009-2012
  • มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ไต้หวันเข้าสู่โครงการยกเว้นวีซ่าของสหรัฐฯ และแก้ไขข้อพิพาททางการค้า
  • หลังเกษียณอายุราชการ ได้ทำงานเป็นศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งในไต้หวัน

วิลเลียม เอ. สแตนตัน (William A. Stanton เกิดปี ค.ศ. 1947) เป็นอดีตนักการทูตอาชีพชาวอเมริกันที่เกษียณอายุราชการจากหน่วยงานบริการต่างประเทศของสหรัฐฯ (U.S. Foreign Service) ในปี ค.ศ. 2012 หลังจากเกษียณอายุราชการ เขาได้ย้ายไปพำนักและทำงานในฐานะศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยหลายแห่งในไต้หวัน รวมถึงมหาวิทยาลัยแห่งชาติชิงหัว มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน มหาวิทยาลัยแห่งชาติหยางหมิง (ซึ่งต่อมาควบรวมเป็นมหาวิทยาลัยแห่งชาติหยางหมิงเจียวทง) และในปี ค.ศ. 2021 เขาได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์เกียรติคุณ (Chair Professor) ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติเจิ้งจื้อ

ภาพถ่ายของวิลเลียม เอ. สแตนตัน
วิลเลียม เอ. สแตนตัน อดีตผู้อำนวยการสถาบันอเมริกันในไต้หวัน

ประวัติการศึกษา

สแตนตันเกิดในปี ค.ศ. 1947 โดยมีมารดาเชื้อสายอาร์เมเนีย และบิดาเชื้อสายไอริชและอิตาลี เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (B.A. magna cum laude) จากมหาวิทยาลัยฟอร์ดแฮม (Fordham University) และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท (M.A.) และปริญญาเอก (Ph.D.) สาขาวรรณกรรมอังกฤษจากมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนาที่แชพเพิลฮิลล์ (University of North Carolina at Chapel Hill) โดยได้รับทุนการศึกษาจาก National Defense Education Act Fellowship นอกจากนี้ เขายังเคยใช้เวลาหนึ่งปีในการศึกษาที่มหาวิทยาลัยอัลเบิร์ต-ลุดวิกส์ ในเมืองไฟรบวร์ก ประเทศเยอรมนี

เส้นทางการทำงานด้านการทูต

ดร. สแตนตัน รับราชการในฐานะนักการทูตสหรัฐฯ เป็นเวลา 34 ปี โดยดำรงตำแหน่งสำคัญในหลายภูมิภาค ดังนี้:

  • ตะวันออกกลางและแอฟริกา: เคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่กงสุลและเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเมืองที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงเบรุต (ค.ศ. 1979–81), เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ปฏิบัติการกระทรวงการต่างประเทศ (ค.ศ. 1981–82), ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายกิจการตะวันออกกลางและเอเชียใต้ (ค.ศ. 1982–83), เจ้าหน้าที่ประจำประเทศเลบานอน (ค.ศ. 1983–85) และผู้อำนวยการสำนักงานกิจการอียิปต์และแอฟริกาเหนือ (ค.ศ. 2001–03)
  • เอเชียตะวันออก: เคยเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเมืองที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงปักกิ่ง (ค.ศ. 1987–90), หัวหน้าฝ่ายรายงานการเมืองภายใน (ค.ศ. 1989–90), ผู้ช่วยพิเศษฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก (ค.ศ. 1993–94), รองผู้อำนวยการสำนักงานกิจการจีนและมองโกเลีย (ค.ศ. 1994–95) และอัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการเมืองที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงปักกิ่ง (ค.ศ. 1995–98)
  • ภูมิภาคอื่น ๆ: เคยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายกิจการการเมือง-การทหารที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำกรุงอิสลามาบัด (ค.ศ. 1991–93), ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการการเมืองแห่งสหประชาชาติ (ค.ศ. 1999–01) และรองหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูต (Deputy Chief of Mission) ประจำกรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย (ค.ศ. 2003–05) รวมถึงรักษาการเอกอัครราชทูต (Chargé d'affaires ad interim) ในปี ค.ศ. 2005–06

บทบาทในไต้หวันและเกาหลีใต้

หลังจากปฏิบัติหน้าที่ในแคนเบอร์รา สแตนตันได้ดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูตประจำกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ก่อนจะได้รับแต่งตั้งให้เป็น ผู้อำนวยการสถาบันอเมริกันในไต้หวัน (Director of the American Institute in Taiwan - AIT) ระหว่างปี ค.ศ. 2009 ถึง 2012

ในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่ง ผู้นำสหรัฐฯ และไต้หวันประสบความสำเร็จในประเด็นสำคัญหลายประการ ได้แก่ การที่ไต้หวันได้รับอนุญาตให้เข้าสู่โครงการยกเว้นวีซ่าของสหรัฐฯ (Visa Waiver Program), การลงนามในข้อตกลงความช่วยเหลือด้านความมั่นคงสองฉบับ, การเพิ่มจำนวนการเยือนระดับสูงของเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ และการแก้ไขข้อพิพาททางการค้า โดยเฉพาะการนำเข้าเนื้อวัวจากสหรัฐฯ กลับสู่ไต้หวัน

รางวัลและความสำเร็จ

ด้วยผลงานในการส่งเสริมการส่งออกของสหรัฐฯ ไปยังไต้หวัน สแตนตันได้รับรางวัล Charles E. Cobb Award ในปี ค.ศ. 2011 และได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ Order of Brilliant Star with Grand Cordon จากรัฐบาลไต้หวัน เพื่อเป็นเกียรติแก่การส่งเสริมความสัมพันธ์สหรัฐฯ-ไต้หวัน

นอกจากนี้ เขายังได้รับรางวัลจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้แก่ รางวัลความสำเร็จในอาชีพ (Secretary's Career Achievement Award), รางวัลเกียรติยศระดับสูง (Superior Honor Awards) 3 รางวัล และรางวัลเกียรติยศกลุ่มระดับสูง (Superior Group Award) 1 รางวัล รวมถึงเหรียญ Outstanding Civilian Service Medal จากกระทรวงกลาโหมกองทัพบกสหรัฐฯ สำหรับการทำงานร่วมกับกองบัญชาการกองกำลังสหรัฐฯ ในเกาหลี (ค.ศ. 2006–2009)

ชีวิตหลังเกษียณและการทำงานวิชาการ

หลังจากเกษียณอายุราชการในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2012 สแตนตันได้รับใบอนุญาตพำนักในไต้หวัน (Taiwan Resident Certificate) เพื่อตอบแทนความพยายามในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสองดินแดน

เขาได้เข้าสู่เส้นทางวิชาการในไต้หวัน โดยดำรงตำแหน่งดังนี้:

  • ค.ศ. 2013–2017: ศาสตราจารย์ George K.C. Yeh Distinguished Chair Professor ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติชิงหัว (National Tsing Hua University) และเป็นผู้อำนวยการก่อตั้งศูนย์นโยบายเอเชีย (Asia Policy Center)
  • ค.ศ. 2017–2019: ศาสตราจารย์ประจำศูนย์การศึกษาสามัญที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน (National Taiwan University)
  • ค.ศ. 2019–ปัจจุบัน: รองอธิการบดีของมหาวิทยาลัยแห่งชาติหยางหมิง (National Yang Ming University) ก่อนจะควบรวมเป็นมหาวิทยาลัยแห่งชาติหยางหมิงเจียวทง
  • ค.ศ. 2021: ศาสตราจารย์เกียรติคุณ (Chair Professor) ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติเจิ้งจื้อ (National Chengchi University)

ชีวิตส่วนตัว

สแตนตันเคยสมรสกับ คาเรน สแตนตัน (Karen Stanton) ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่บริการต่างประเทศและอดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำติมอร์ตะวันออก ทั้งคู่มีบุตรสาวสองคน คือ แคทเธอรีน และ เอลิซาเบธ

คำถามที่พบบ่อย

วิลเลียม เอ. สแตนตัน คือใคร?

เขาเป็นอดีตนักการทูตอาชีพของสหรัฐอเมริกาที่รับราชการมานาน 34 ปี และเคยดำรงตำแหน่งสำคัญ เช่น ผู้อำนวยการสถาบันอเมริกันในไต้หวัน (AIT) และรองหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูตในหลายประเทศ

ผลงานที่โดดเด่นของ วิลเลียม เอ. สแตนตัน ในไต้หวันคืออะไร?

ในช่วงที่เขาเป็นผู้อำนวยการ AIT (2009-2012) เขาประสบความสำเร็จในการผลักดันให้ไต้หวันเข้าสู่โครงการยกเว้นวีซ่าของสหรัฐฯ และการแก้ไขข้อพิพาททางการค้า รวมถึงการนำเข้าเนื้อวัวจากสหรัฐฯ กลับสู่ไต้หวัน

ปัจจุบัน วิลเลียม เอ. สแตนตัน ทำงานอะไร?

หลังเกษียณอายุราชการในปี 2012 เขาได้ทำงานเป็นศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งชาติชิงหัว, มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน, และมหาวิทยาลัยแห่งชาติหยางหมิงเจียวทง รวมถึงเป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติเจิ้งจื้อ