ขีปนาวุธนำวิถีด้วยสายส่งสัญญาณ
สรุปใจความสำคัญ
- ใช้สายไฟขนาดเล็กเชื่อมต่อระหว่างฐานยิงและขีปนาวุธเพื่อส่งคำสั่งควบคุมทิศทาง
- นิยมใช้ในอาวุธต่อต้านรถถังเนื่องจากป้องกันการรบกวนสัญญาณทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ดี
- มีข้อจำกัดด้านระยะยิงตามความยาวของสายส่งสัญญาณ โดยปัจจุบันมีระยะสูงสุดประมาณ 8 กิโลเมตร
- ถูกพัฒนาขึ้นอย่างจริงจังในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สองเพื่อแก้ปัญหาสัญญาณวิทยุถูกรบกวน
ขีปนาวุธนำวิถีด้วยสายส่งสัญญาณ (Wire-guided missile) คือขีปนาวุธที่ควบคุมทิศทางผ่านสัญญาณไฟฟ้าที่ส่งผ่านสายไฟขนาดเล็กและบาง ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างฐานยิงและตัวขีปนาวุธโดยตรง โดยใช้ระบบการนำวิถีแบบคำสั่ง (Command Guidance) ในขณะที่ขีปนาวุธพุ่งทะยานออกไป สายส่งสัญญาณจะถูกคลายตัวออกทางด้านหลังของตัวขีปนาวุธอย่างต่อเนื่อง

ลักษณะการใช้งานและข้อจำกัด
ระบบนำวิถีประเภทนี้ถูกนำมาใช้บ่อยที่สุดในขีปนาวุธต่อต้านรถถัง (Anti-tank missiles) เนื่องจากมีข้อดีสำคัญคือสามารถใช้งานในพื้นที่ที่มีทัศนวิสัยจำกัดได้ดี และป้องกันการรบกวนสัญญาณทางอิเล็กทรอนิกส์จากภายนอกได้ อย่างไรก็ตาม ระบบนี้มีข้อจำกัดด้านระยะยิง ซึ่งถูกกำหนดโดยความยาวของสายส่งสัญญาณที่บรรจุไว้ในตัวขีปนาวุธ โดยในปัจจุบัน ขีปนาวุธนำวิถีด้วยสายที่มีระยะยิงไกลที่สุดมีระยะจำกัดอยู่ที่ประมาณ 8 กิโลเมตร
ประวัติการพัฒนา
ยุคเริ่มต้นและสงครามโลกครั้งที่สอง
การนำวิถีด้วยสายไฟฟ้ามีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 โดยมีตัวอย่างแรกๆ คือตอร์ปิโด Lay (Lay Torpedo) ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เยอรมนีได้พัฒนาต้นแบบตอร์ปิโดนำวิถีด้วยสายไฟฟ้าสำหรับใช้งานบนบก
ในช่วงแรก เยอรมนีใช้ระบบนำวิถีทางวิทยุ Kehl-Strassburg กับอาวุธนำวิถีอย่าง Fritz X และ Henschel Hs 293 แต่เมื่อกองทัพอังกฤษสามารถพัฒนาระบบต่อต้านสัญญาณรบกวน (Countermeasures) ได้สำเร็จ ทำให้เยอรมนีต้องเร่งพัฒนาทางเลือกใหม่ในปี 1944 ซึ่งนำไปสู่การดัดแปลงขีปนาวุธ Henschel Hs 293 และ X-4 ให้มาใช้การนำวิถีด้วยสายแทน
การพัฒนาหลังสงครามและการใช้งานในสมรภูมิ
เทคโนโลยีจากขีปนาวุธ X-4 ได้ส่งอิทธิพลต่อแนวคิดทางการทหารหลังสงครามโลกครั้งที่สอง จนกระทั่งช่วงต้นทศวรรษ 1950 ได้มีการพัฒนาระบบทดลองหลายรูปแบบ เช่น ขีปนาวุธ Malkara และเริ่มมีการนำมาใช้งานอย่างแพร่หลายในช่วงปลายทศวรรษ 1950 ถึงต้นทศวรรษ 1960
เหตุการณ์สำคัญที่แสดงถึงประสิทธิภาพของอาวุธประเภทนี้คือ สงครามยมคิปปูร์ (Yom Kippur War) ในปี 1973 ซึ่งรถถังของอิสราเอลจำนวนมากถูกทำลายด้วยขีปนาวุธ AT-3 Sagger ที่นำวิถีด้วยสายส่งสัญญาณ
การประยุกต์ใช้ในอาวุธประเภทอื่น
นอกเหนือจากขีปนาวุธต่อต้านรถถังแล้ว เทคโนโลยีการนำวิถีด้วยสายยังถูกนำไปใช้กับตอร์ปิโดบางรุ่น เช่น ตอร์ปิโด Mk 48 Advanced Capability (ADCAP) ของสหรัฐอเมริกา, ตอร์ปิโด UGST ของรัสเซีย และ Torped 613 ของสวีเดน ซึ่งใช้สายหุ้มฉนวนในการนำวิถี
ตารางลำดับเวลาของขีปนาวุธนำวิถีด้วยสายที่สำคัญ
| ปีที่เริ่มใช้งาน/ผลิต | ชื่อขีปนาวุธ | ประเทศผู้พัฒนา |
|---|---|---|
| 1945 | X-4 | เยอรมนี |
| 1955 | SS.10 | ฝรั่งเศส |
| 1956 | Vickers Vigilant | สหราชอาณาจักร |
| 1956 | SS.11 | ฝรั่งเศส |
| 1957 | ENTA | ฝรั่งเศส |
| 1957 | Cobra | เยอรมนีตะวันตก |
| 1958 | Malkara | ออสเตรเลีย (ใช้งานโดยสหราชอาณาจักร) |
| 1960 | 3M6 Shmel | สหภาพโซเวียต |
| 1960 | Swingfire | สหราชอาณาจักร |
| 1963 | 9M14 Malyutka | สหภาพโซเวียต |
| 1970 | BGM-71 TOW | สหรัฐอเมริกา |
| 1970 | 9K111 Fagot | สหภาพโซเวียต |
| 1972 | MILAN | ฝรั่งเศส |
| 1974 | 9M113 Konkurs | สหภาพโซเวียต |
| 1974/75 | M47 Dragon | สหรัฐอเมริกา |
| 1979 | 9K115 Metis | สหภาพโซเวียต |
คำถามที่พบบ่อย
ขีปนาวุธนำวิถีด้วยสายทำงานอย่างไร?
ทำงานโดยการคลายสายไฟขนาดเล็กออกจากตัวขีปนาวุธขณะบิน เพื่อให้ผู้ควบคุมที่ฐานยิงสามารถส่งสัญญาณไฟฟ้าสั่งการปรับทิศทางของขีปนาวุธไปยังเป้าหมายได้
ทำไมถึงต้องใช้สายส่งสัญญาณแทนการใช้คลื่นวิทยุ?
เพื่อป้องกันการถูกรบกวนสัญญาณ (Jamming) จากศัตรู และช่วยให้สามารถนำวิถีได้ในสภาพแวดล้อมที่การส่งสัญญาณไร้สายทำได้ยาก
ข้อเสียหลักของระบบนำวิถีด้วยสายคืออะไร?
ข้อเสียหลักคือระยะยิงที่จำกัด เนื่องจากขีปนาวุธสามารถบินไปได้ไกลเท่ากับความยาวของสายส่งสัญญาณที่บรรจุไว้เท่านั้น
