Zerodur แก้วเซรามิกที่มีค่าสัมประสิทธิ์การขยายตัวทางความร้อนต่ำเป็นศูนย์
สรุปใจความสำคัญ
- Zerodur เป็นแก้วเซรามิกที่มีค่าสัมประสิทธิ์การขยายตัวทางความร้อน (CTE) ใกล้เคียงศูนย์
- ผลิตโดยบริษัท Schott AG โดยใช้กระบวนการหลอมและการทำให้เป็นเซรามิก (Ceramization)
- ใช้เป็นวัสดุหลักในกล้องโทรทรรศน์ระดับโลกหลายแห่ง เช่น Keck และ ELT เพื่อป้องกันการบิดเบี้ยวของภาพจากความร้อน
- มีโครงสร้างที่ประกอบด้วยผลึกนาโนควอตซ์ที่ชดเชยการขยายตัวของเนื้อแก้ว
Zerodur คือแก้วเซรามิกชนิดลิเธียม-อะลูมิโนซิลิเกต (lithium-aluminosilicate) ที่ผลิตโดยบริษัท Schott AG ซึ่งมีคุณสมบัติโดดเด่นที่สุดคือมีค่าสัมประสิทธิ์การขยายตัวทางความร้อน (Coefficient of Thermal Expansion - CTE) ที่ใกล้เคียงกับศูนย์ ทำให้วัสดุนี้ไม่ขยายตัวหรือหดตัวเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับอุปกรณ์ที่ต้องการความแม่นยำระดับไมโครเมตร
Manufacturing Process กระบวนการผลิต
การผลิต Zerodur เป็นกระบวนการสองขั้นตอนที่ใช้เวลาหลายเดือน โดยแบ่งออกเป็น:
- การหลอม (Melting): วัตถุดิบหลัก ได้แก่ ลิเธียมออกไซด์ (Li2O), อะลูมินา (Al2O3) และซิลิกา (SiO2) จะถูกหลอมที่อุณหภูมิสูงประมาณ 1,600 องศาเซลเซียส จากนั้นจะถูกเทลงในแม่พิมพ์และผ่านกระบวนการลดความเครียดภายใน (Annealing) เพื่อให้ได้รูปทรงที่ต้องการ
- การทำให้เป็นเซรามิก (Ceramization): แก้วจะผ่านกระบวนการตกผลึกแบบควบคุมปริมาตร ซึ่งจะสร้างผลึกนาโนควอตซ์ (high-quartz nano-crystallites) ขนาด 30 ถึง 50 นาโนเมตร ผลึกเหล่านี้มีค่า CTE เป็นลบ ซึ่งจะไปชดเชยค่า CTE เป็นบวกของเนื้อแก้วที่เหลือ ทำให้ Zerodur มีค่าการขยายตัวทางความร้อนที่เกือบเป็นศูนย์

Applications การประยุกต์ใช้งาน
เนื่องจากความเสถียรทางความร้อนที่ยอดเยี่ยม Zerodur จึงถูกนำไปใช้ในงานวิศวกรรมขั้นสูงหลายด้าน:
1. ดาราศาสตร์และอวกาศ
ใช้เป็นวัสดุฐานรองกระจก (Mirror Substrates) สำหรับกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ เช่น Hobby-Eberly Telescope, Keck I และ II, Gran Telescopio Canarias และ Extremely Large Telescope (ELT) รวมถึงใช้ในดาวเทียมสังเกตการณ์โลก Meteosat และภารกิจ LISA Pathfinder

2. ไมโครลิโธกราฟี (Microlithography)
ใช้ในเครื่อง Wafer Steppers และเครื่องสแกนเนอร์สำหรับผลิตไมโครชิปและจอแสดงผล เพื่อให้การวางตำแหน่งแผ่นเวเฟอร์มีความแม่นยำและทำซ้ำได้
3. ระบบนำทาง (Inertial Navigation)
ใช้ในไจโรสโคปเลเซอร์แบบวงแหวน (Ring Laser Gyroscopes) เพื่อความแม่นยำในการวัดค่าความเฉื่อย
Properties คุณสมบัติทางกายภาพและเคมี
| คุณสมบัติ | ค่า |
|---|---|
| ความหนาแน่น (Density) | 2.53 g/cm³ |
| สมดุลความร้อน (CTE 0-50°C) | 0 ± 0.007 × 10⁻⁶ K⁻¹ |
| โมดูลัสของยัง (Young's Modulus) | 9.1 × 10¹⁰ Pa |
| การนำความร้อน (Thermal Conductivity) | 1.46 W/(m·K) |
| อุณหภูมิใช้งานสูงสุด | 600°C |
นอกจากนี้ Zerodur ยังมีความแข็งคล้ายกับแก้วโบโรซิลิเกต มีความเสถียรทางเคมีสูง ไม่มีความพรุน และมีความสามารถในการยึดเกาะกับสารเคลือบผิวได้ดี
History ประวัติความเป็นมา
Schott เริ่มพัฒนาแก้วเซรามิกในช่วงทศวรรษ 1960 นำโดย Jürgen Petzoldt เพื่อตอบสนองความต้องการวัสดุขยายตัวต่ำสำหรับกล้องโทรทรรศน์ ในปี 1966 Hans Elsässer จากสถาบัน Max Planck Institute for Astronomy (MPIA) ได้ขอให้บริษัทผลิตชิ้นงานหล่อขนาดใหญ่เกือบ 4 เมตร เพื่อใช้เป็นฐานกระจกเงา และนำไปสู่การผลิตกระจกขนาด 3.6 เมตร ซึ่งเริ่มใช้งานในปี 1984 ที่หอดูดาว Calar Alto ในสเปน
คำถามที่พบบ่อย
Zerodur คืออะไร?
Zerodur คือแก้วเซรามิกชนิดลิเธียม-อะลูมิโนซิลิเกตที่ผลิตโดย Schott AG ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษคือไม่ขยายตัวหรือหดตัวเมื่ออุณหภูมิเปลี่ยนแปลง
ทำไม Zerodur ถึงมีความสำคัญต่อกล้องโทรทรรศน์?
เพราะในงานดาราศาสตร์ กระจกกล้องโทรทรรศน์ต้องเผชิญกับอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หากวัสดุขยายตัวหรือหดตัวเพียงเล็กน้อยจะทำให้จุดโฟกัสและคุณภาพของภาพบิดเบี้ยว Zerodur จึงเป็นวัสดุที่เหมาะสมที่สุด
กระบวนการผลิต Zerodur ทำได้อย่างไร?
ผลิตผ่านสองขั้นตอนหลัก คือการหลอมวัตถุดิบที่ 1,600 องศาเซลเซียส และการทำให้เป็นเซรามิกเพื่อสร้างผลึกนาโนควอตซ์ขนาด 30-50 นาโนเมตร ซึ่งช่วยให้ค่าการขยายตัวทางความร้อนเป็นศูนย์

