← กลับไปยังบทความทั้งหมด

การระบาดของไวรัสซิกา ปี 2015–2016

สรุปใจความสำคัญ

  • การระบาดเริ่มต้นในบราซิลช่วงปี 2015-2016 และแพร่กระจายไปทั่วทวีปอเมริกา
  • ไวรัสซิกาสามารถทำให้ทารกในครรภ์เกิดภาวะศีรษะเล็ก (Microcephaly) และความผิดปกติของสมอง
  • พาหะหลักคือยุงลาย (Aedes aegypti) และสามารถแพร่เชื้อผ่านทางเพศสัมพันธ์ได้
  • องค์การอนามัยโลกประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศในเดือนกุมภาพันธ์ 2016

การระบาดของไวรัสซิกา (Zika virus) เป็นเหตุการณ์ทางสาธารณสุขที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน 2015 ถึงพฤศจิกายน 2016 โดยมีจุดเริ่มต้นในประเทศบราซิลและแพร่กระจายไปยังประเทศอื่น ๆ ในทวีปอเมริกา รวมถึงบางพื้นที่ในมหาสมุทรแปซิฟิก องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศสิ้นสุดการระบาดในเดือนพฤศจิกายน 2016 อย่างไรก็ตาม องค์การอนามัยโลกยังคงระบุว่าไวรัสชนิดนี้ยังคงเป็นปัญหาสำคัญในระยะยาว

ภาพจำลองของไวรัสซิกา
โครงสร้างของไวรัสซิกาซึ่งเป็นสาเหตุของการระบาดในปี 2015-2016

การแพร่ระบาดและผลกระทบทางสุขภาพ

ในการระบาดครั้งนี้ คาดการณ์ว่ามีผู้ติดเชื้อในบราซิลประมาณ 1.5 ล้านคน โดยมีการรายงานกรณีทารกเกิดมาพร้อมกับภาวะศีรษะเล็ก (Microcephaly) มากกว่า 3,500 ราย ระหว่างเดือนตุลาคม 2015 ถึงมกราคม 2016

ผลกระทบต่อทารกและผู้ใหญ่

ไวรัสซิกาสามารถส่งผ่านจากมารดาที่ตั้งครรภ์ไปยังทารกในครรภ์ ซึ่งนำไปสู่ภาวะศีรษะเล็กและความผิดปกติของสมองอย่างรุนแรงในทารก สำหรับผู้ใหญ่ การติดเชื้อไวรัสซิกาอาจส่งผลให้เกิดกลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร (Guillain–Barré syndrome) ซึ่งเป็นภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันโจมตีเส้นประสาทส่วนปลาย ทำให้เกิดกล้ามเนื้ออ่อนแรง

อย่างไรก็ตาม ในกรณีส่วนใหญ่ (ประมาณ 1 ใน 5) การติดเชื้อจะก่อให้เกิดอาการไข้ซิกา ซึ่งเป็นอาการป่วยเล็กน้อย เช่น มีไข้และมีผื่นคัน หรือในหลายกรณีผู้ติดเชื้ออาจไม่มีอาการใด ๆ เลย ทำให้การประเมินจำนวนผู้ติดเชื้อที่แท้จริงทำได้ยาก

กลไกการแพร่เชื้อ

ไวรัสซิกาแพร่ระบาดผ่านพาหะหลักคือ ยุงลายบ้าน (Aedes aegypti) ซึ่งพบได้ทั่วไปในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนของทวีปอเมริกา นอกจากนี้ยังสามารถแพร่กระจายได้โดยยุงลายสวน (Aedes albopictus) ซึ่งมีการกระจายตัวขึ้นไปถึงภูมิภาคเกรตเลกส์ในอเมริกาเหนือ

นอกเหนือจากการแพร่เชื้อโดยยุงแล้ว ไวรัสซิกายังสามารถส่งผ่านได้ทางเพศสัมพันธ์ระหว่างผู้ติดเชื้อและคู่ครอง

ประวัติและการแพร่กระจายของไวรัส

ไวรัสซิกาถูกแยกเชื้อได้ครั้งแรกในปี 1947 จากลิงรีซัสในป่าใกล้เมืองเอนเทบเบ ประเทศยูกันดา ก่อนการระบาดครั้งใหญ่ในปี 2007 ที่หมู่เกาะแยป มีรายงานการติดเชื้อในมนุษย์เพียง 14 รายเท่านั้น

เชื่อกันว่าไวรัสซิกาเข้าสู่บราซิลผ่านนักเดินทางที่ติดเชื้อจากเฟรนช์โปลินีเซีย โดยการวิเคราะห์ทางพันธุกรรมระบุว่าไวรัสที่ระบาดในบราซิลเป็นสายพันธุ์เอเชีย ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับสายพันธุ์ที่พบในเฟรนช์โปลินีเซีย มากกว่าสายพันธุ์แอฟริกา

การตอบสนองระดับนานาชาติ

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2016 องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้การระบาดของไวรัสซิกาเป็น ภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ (Public Health Emergency of International Concern - PHEIC) เนื่องจากหลักฐานที่เพิ่มขึ้นว่าไวรัสส่งผลให้เกิดความพิการแต่กำเนิดและปัญหาทางระบบประสาท

หลายประเทศได้ออกคำเตือนในการเดินทาง และบางประเทศแนะนำให้ประชาชนชะลอการตั้งครรภ์ออกไปจนกว่าจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบของไวรัสต่อทารกในครรภ์มากขึ้น นอกจากนี้ การระบาดดังกล่าวยังสร้างความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของนักกีฬาและผู้ชมในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิกฤดูร้อนปี 2016 ที่เมืองรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล

คำถามที่พบบ่อย

ไวรัสซิกาแพร่กระจายได้อย่างไร?

ไวรัสซิกาแพร่กระจายหลัก ๆ ผ่านการกัดของยุงลาย (Aedes aegypti และ Aedes albopictus) และสามารถแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูกในครรภ์ รวมถึงแพร่ผ่านทางเพศสัมพันธ์ได้

ภาวะศีรษะเล็ก (Microcephaly) คืออะไร?

คือภาวะที่ทารกเกิดมามีขนาดศีรษะเล็กกว่าปกติ ซึ่งเกิดจากความผิดปกติในการพัฒนาของสมอง โดยมีความเชื่อมโยงกับการติดเชื้อไวรัสซิกาในหญิงตั้งครรภ์

อาการทั่วไปของโรคไข้ซิกาเป็นอย่างไร?

ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ไม่มีอาการ หรือมีอาการเล็กน้อย เช่น มีไข้ มีผื่นคัน ตาแดง และปวดข้อ

กลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร เกี่ยวข้องกับไวรัสซิกาอย่างไร?

ในผู้ใหญ่บางราย การติดเชื้อไวรัสซิกาอาจกระตุ้นให้เกิดกลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร ซึ่งเป็นภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันโจมตีเส้นประสาท ทำให้เกิดกล้ามเนื้ออ่อนแรงและอาจเป็นอัมพาตได้