การแข่งขันรักบี้ลีกชิงแชมป์โลกสำหรับประเทศเกิดใหม่ 2018
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นการแข่งขันรักบี้ลีกครั้งที่ 3 สำหรับประเทศในระดับ Tier Two และ Tier Three
- จัดขึ้นที่เวสเทิร์นซิดนีย์ รัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ในปี 2018
- มีทีมจากหลายประเทศเข้าร่วม แต่ทีมชาติไทยไม่ได้ถูกรวมอยู่ในการจับสลากรอบสุดท้าย
- มีการแข่งขันคู่ขนานสำหรับทีมภูมิภาค โดยทีม Mediterranean-Middle East เป็นผู้ชนะเลิศ
การแข่งขันรักบี้ลีกชิงแชมป์โลกสำหรับประเทศเกิดใหม่ 2018 (2018 Emerging Nations World Championship หรือ ENWC) เป็นทัวร์นาเมนต์รักบี้ลีกที่จัดขึ้นสำหรับทีมชาติในระดับ Tier Two และ Tier Three โดยถือเป็นการแข่งขันครั้งที่ 3 ของรายการ Rugby League Emerging Nations Tournament
ภูมิหลังและการจัดการแข่งขัน
เดิมทีมีแผนที่จะจัดการแข่งขันรายการนี้ขึ้นที่เมืองซิดนีย์ในปี 2017 ควบคู่ไปกับการแข่งขันรักบี้ลีกชิงแชมป์โลก 2017 สำหรับประเทศที่ไม่ผ่านเข้ารอบหรือไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันชิงแชมป์โลก อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวไม่ได้รับการสนับสนุนจากสหพันธ์รักบี้ลีกนานาชาติ (Rugby League International Federation) ทำให้การแข่งขันในปี 2017 ไม่เกิดขึ้น
ต่อมาเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2017 สหพันธ์รักบี้ลีกนานาชาติได้ประกาศว่าประเทศออสเตรเลียจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันในปี 2018 โดยการแข่งขันจัดขึ้นเป็นเวลาสองสัปดาห์ในพื้นที่เวสเทิร์นซิดนีย์ รัฐนิวเซาท์เวลส์ โดยใช้สนามแข่งขันในเมืองวินด์เซอร์ (Windsor), เซนต์แมรีส์ (St Marys) และคาบรามาตตา (Cabramatta)
ทีมที่เข้าร่วม
ในช่วงเดือนมีนาคม 2017 มีการยืนยันทีมเข้าร่วมแล้ว 10 ทีม และมีทีมอื่น ๆ ประกาศเข้าร่วมในภายหลัง โดยคาดการณ์ว่าจะมีทีมเข้าร่วมทั้งหมด 15 ทีม อย่างไรก็ตาม ทีมชาติแคนาดา อินเดีย ลัตเวีย และไทย ไม่ได้ถูกรวมอยู่ในการจับสลากแบ่งกลุ่มรอบสุดท้ายด้วยเหตุผลที่ไม่ได้ระบุไว้
นอกจากนี้ ยังมีการแข่งขันคู่ขนานสำหรับทีมระดับภูมิภาคที่รวมหลายประเทศเข้าด้วยกัน (Multi-country regional teams) จำนวน 4 ทีม ซึ่งผลการแข่งขันปรากฏว่าทีม Mediterranean-Middle East เป็นฝ่ายชนะเลิศหลังจากเอาชนะทีม Africa United ในรอบชิงชนะเลิศ
สนามแข่งขัน

- คาบรามาตตา (Cabramatta): ใช้สนาม New Era Stadium ซึ่งเป็นสนามเหย้าของทีม Cabramatta Two Blues และเคยใช้จัดรายการระดับนานาชาติมาแล้วหลายครั้ง
- เคลลีวิลล์ (Kellyville): ใช้สนาม Kellyville Ridge Reserve ซึ่งเป็นสนามหญ้าสังเคราะห์แบบ All-weather โดยถูกนำมาใช้จัดการแข่งขันในวันที่ 7 ตุลาคม เนื่องจากสนามที่คาบรามาตตาปิดให้บริการชั่วคราวจากเหตุการณ์น้ำท่วม
- เซนต์แมรีส์ (St Marys): ใช้สนาม St Marys Leagues Stadium ซึ่งเป็นสนามเหย้าของทีม St Marys Saints มีความจุรวม 7,000 ที่นั่ง และมีอัฒจันทร์รองรับได้ 520 ที่นั่ง
- วินด์เซอร์ (Windsor): ใช้สนาม Windsor Sporting Complex ซึ่งเป็นสนามเหย้าของทีม Windsor Wolves โดยในขณะนั้นยังไม่เคยใช้จัดการแข่งขันในระดับนานาชาติมาก่อน
รูปแบบการแข่งขัน
ตารางการแข่งขันถูกประกาศเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2018 โดยรอบแบ่งกลุ่มเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม และสิ้นสุดในวันที่ 7 ตุลาคม ทีมที่มีอันดับสูงสุด 6 ทีมถูกแบ่งออกเป็นกลุ่ม A และ B ส่วนกลุ่ม C ประกอบด้วยทีมที่มีอันดับต่ำสุด 5 ทีม
หลังจากนั้นเข้าสู่รอบเพลย์ออฟ (Play-offs) ระหว่างวันที่ 9 ถึง 13 ตุลาคม โดยแบ่งการแข่งขันออกเป็น 3 ระดับตามผลการแข่งขันในรอบแบ่งกลุ่ม ได้แก่ รอบชิงชนะเลิศ (Cup), รอบโทรฟี (Trophy) และรอบเพลท (Plate)
คำถามที่พบบ่อย
การแข่งขัน Emerging Nations World Championship 2018 จัดขึ้นที่ไหน?
จัดการแข่งขันที่เวสเทิร์นซิดนีย์ รัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย โดยใช้สนามในเมืองวินด์เซอร์, เซนต์แมรีส์ และคาบรามาตตา
ทำไมการแข่งขันในปี 2017 ถึงไม่เกิดขึ้น?
เนื่องจากไม่ได้รับการสนับสนุนจากสหพันธ์รักบี้ลีกนานาชาติ (Rugby League International Federation)
ทีมระดับภูมิภาคใดที่ชนะเลิศในการแข่งขันคู่ขนาน?
ทีม Mediterranean-Middle East เป็นผู้ชนะเลิศหลังจากเอาชนะทีม Africa United ในรอบชิงชนะเลิศ