← กลับไปยังบทความทั้งหมด

รหัสเรียกขานเครื่องบินญี่ปุ่นโดยฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2

สรุปใจความสำคัญ

  • ระบบรหัสเรียกขานถูกพัฒนาขึ้นโดยกัปตันแฟรงก์ ที. แมคคอย และคณะ ในช่วงกลางปี ค.ศ. 1942 เพื่อลดความสับสนจากระบบการตั้งชื่อของญี่ปุ่น
  • การแบ่งประเภทชื่อใช้เกณฑ์เพศและชนิดของเครื่องบิน เช่น ชื่อผู้ชายสำหรับเครื่องบินขับไล่ และชื่อผู้หญิงสำหรับเครื่องบินทิ้งระเบิด
  • รหัสเรียกขานนี้ถูกใช้โดยกองทัพสหรัฐฯ และเครือจักรภพบริติชในสมรภูมิแปซิฟิกจนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2
  • ชื่อบางชื่อถูกตั้งขึ้นเพื่อความตลกขบขันหรือล้อเลียน โดยใช้ชื่อเล่นแบบบ้านนอกหรือชื่อคนรู้จัก

ในระหว่างการรณรงค์ในมหาสมุทรแปซิฟิกช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝ่ายสัมพันธมิตรได้กำหนด รหัสเรียกขาน (Reporting Names) หรือที่มักถูกเรียกว่ารหัสลับ (Codenames) ให้กับเครื่องบินของจักรวรรดิญี่ปุ่น เพื่อใช้ในการรายงานและระบุประเภทของอากาศยานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำในระหว่างการปฏิบัติการทางทหาร

เครื่องบินรบของญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
ตัวอย่างอากาศยานของญี่ปุ่นที่ถูกระบุด้วยรหัสเรียกขานโดยฝ่ายสัมพันธมิตร

ที่มาและความจำเป็นของระบบรหัสเรียกขาน

ในช่วงปีแรกของสงครามแปซิฟิกซึ่งเริ่มต้นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1941 บุคลากรของฝ่ายสัมพันธมิตรประสบปัญหาอย่างมากในการระบุเครื่องบินของญี่ปุ่นอย่างถูกต้องและรวดเร็ว เนื่องจากระบบการตั้งชื่อของญี่ปุ่นมีความซับซ้อนและน่าสับสนสำหรับชาวตะวันตก โดยปกติเครื่องบินหนึ่งลำจะมีชื่อเรียกสองรูปแบบ คือ รหัสโครงการตัวเลขและตัวอักษรของผู้ผลิต และชื่อเรียกอย่างเป็นทางการของกองทัพ

ตัวอย่างเช่น เครื่องบินขับไล่ Mitsubishi A5M มีชื่อเรียกทางทหารว่า "Navy Type 96 Carrier Fighter" ซึ่งคำว่า "Type 96" หมายถึงปีที่เครื่องบินเริ่มเข้าประจำการตามปีจักรวรรดิญี่ปุ่น (Imperial Year 2596) ซึ่งตรงกับปี ค.ศ. 1936 อย่างไรก็ตาม เครื่องบินรุ่นอื่นที่เข้าประจำการในปีเดียวกันก็จะใช้เลข Type 96 เช่นกัน เช่น Type 96 Carrier Bomber และ Type 96 Land Attack Bomber ทำให้เกิดความสับสนในการรายงาน นอกจากนี้ กองทัพบกและกองทัพเรือของสหรัฐฯ ในขณะนั้นยังมีระบบการระบุตัวตนที่แตกต่างกันอีกด้วย

การพัฒนาระบบโดยกัปตันแฟรงก์ ที. แมคคอย

ในช่วงกลางปี ค.ศ. 1942 กัปตันแฟรงก์ ที. แมคคอย (Frank T. McCoy) เจ้าหน้าที่ข่าวกรองทางทหารของกองทัพอากาศสหรัฐฯ จากกลุ่มทิ้งระเบิดที่ 38 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยข่าวกรองทางเทคนิคของสัมพันธมิตรในออสเตรเลีย ได้ริเริ่มสร้างระบบการระบุตัวตนที่เรียบง่ายกว่า โดยความร่วมมือกับจ่าสิบเอกฟรานซิส เอ็ม. วิลเลียมส์ (Francis M. Williams) และสิบตรีโจเซฟ แกรตตัน (Joseph Grattan)

ระบบของแมคคอยใช้เกณฑ์การแบ่งประเภทเครื่องบินและกำหนดชื่อเรียกตามหมวดหมู่ ดังนี้:

  • ชื่อผู้ชาย: ใช้สำหรับเครื่องบินขับไล่ และเครื่องบินลาดตระเวนเครื่องยนต์เดี่ยว
  • ชื่อผู้หญิง: ใช้สำหรับเครื่องบินทิ้งระเบิด และเครื่องบินลาดตระเวนเครื่องยนต์คู่
  • ชื่อผู้หญิงที่ขึ้นต้นด้วยตัว "T": ใช้สำหรับเครื่องบินขนส่ง (Transports)
  • ชื่อนก: ใช้สำหรับเครื่องบินร่อน (Gliders)
  • ชื่อต้นไม้: ใช้สำหรับเครื่องบินฝึก (Trainer aircraft)
เครื่องบินทิ้งระเบิดของญี่ปุ่น
เครื่องบินทิ้งระเบิดซึ่งมักได้รับชื่อเรียกเป็นชื่อผู้หญิงตามระบบของแมคคอย

การนำไปใช้และอิทธิพลทางวัฒนธรรม

ระบบของแมคคอยได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วและแพร่หลายไปยังหน่วยงานต่างๆ ของสหรัฐฯ และพันธมิตรในสมรภูมิแปซิฟิก ภายในสิ้นปี ค.ศ. 1942 กองกำลังอเมริกันทั้งหมดในแปซิฟิกและเอเชียตะวันออกได้เริ่มใช้ระบบนี้ และประเทศในเครือจักรภพบริติชได้นำไปใช้ในเวลาต่อมา รายชื่อรหัสเรียกขานนี้มีจำนวนรวมถึง 122 ชื่อ และถูกใช้จนกระทั่งสิ้นสุดสงครามในปี ค.ศ. 1945

ในการตั้งชื่อ แมคคอยมักใช้ชื่อที่ฟังดูตลกขบขันหรือชื่อในลักษณะ "บ้านนอก" (Hillbilly) ที่เขาคุ้นเคยจากบ้านเกิดในรัฐเทนเนสซี เช่น "Zeke" และ "Rufe" นอกจากนี้บางชื่อยังตั้งตามคนที่พวกเขารู้จักเป็นการส่วนตัว เช่น เครื่องบินทิ้งระเบิด Mitsubishi G4M ถูกเรียกว่า "Betty" เพื่อเป็นการล้อเลียนเพื่อนผู้หญิงที่มีรูปร่างเจ้าเนื้อของวิลเลียมส์ หรือเครื่องบิน Aichi D3A ที่ถูกเรียกว่า "Val" ซึ่งได้ชื่อมาจากจ่าในกองทัพบกออสเตรเลีย

ภาพวาดจำลองเครื่องบินรบญี่ปุ่น
การระบุชื่อรหัสเรียกขานช่วยให้การสื่อสารทางวิทยุระหว่างนักบินสัมพันธมิตรมีความกระชับและชัดเจนยิ่งขึ้น

ข้อยกเว้นและการปรับเปลี่ยน

ไม่ใช่ทุกชื่อที่แมคคอยตั้งจะได้รับการยอมรับอย่างสมบูรณ์ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ Mitsubishi Navy Type 0 Carrier Fighter ซึ่งแมคคอยตั้งชื่อว่า "Zeke" แต่บุคลากรสัมพันธมิตรจำนวนมากยังคงเรียกเครื่องบินรุ่นนี้ว่า "Zero" ตามชื่อเรียกเดิมของญี่ปุ่น นอกจากนี้ ชื่อ "Hap" ที่ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่พลเอกเฮนรี เอช. อาร์โนลด์ (Henry H. Arnold) สำหรับเครื่องบินรุ่นปรับปรุงของ Zero ต้องถูกเปลี่ยนเป็น "Hamp" หลังจากทราบว่าพลเอกอาร์โนลด์ไม่เห็นด้วยกับการนำชื่อเล่นของตนมาใช้เป็นรหัสเรียกขานเครื่องบินศัตรู

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมฝ่ายสัมพันธมิตรต้องตั้งชื่อรหัสเรียกขานให้เครื่องบินญี่ปุ่น?

เพราะระบบการตั้งชื่อของญี่ปุ่นมีความซับซ้อนและสับสน โดยใช้ทั้งรหัสผู้ผลิตและปีที่เข้าประจำการ (เช่น Type 96) ซึ่งเครื่องบินหลายรุ่นที่เข้าประจำการปีเดียวกันจะมีเลข Type เดียวกัน ทำให้ยากต่อการระบุตัวตนอย่างรวดเร็วในระหว่างการรบ

ระบบการตั้งชื่อของกัปตันแมคคอยมีหลักการอย่างไร?

แบ่งตามประเภทเครื่องบิน: เครื่องบินขับไล่และลาดตระเวนเครื่องยนต์เดี่ยวใช้ชื่อผู้ชาย, เครื่องบินทิ้งระเบิดและลาดตระเวนเครื่องยนต์คู่ใช้ชื่อผู้หญิง, เครื่องบินขนส่งใช้ชื่อผู้หญิงที่ขึ้นต้นด้วยตัว T, เครื่องบินร่อนใช้ชื่อนก และเครื่องบินฝึกใช้ชื่อต้นไม้

เครื่องบิน 'Zero' กับ 'Zeke' ต่างกันอย่างไรในระบบนี้?

Zero เป็นชื่อเรียกทั่วไปที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว ส่วน Zeke เป็นรหัสเรียกขานอย่างเป็นทางการที่กัปตันแมคคอยตั้งขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับระบบการระบุตัวตนของสัมพันธมิตร แม้ว่าในภายหลังนักบินและทหารจำนวนมากจะยังคงเรียก Zero ต่อไป

ชื่อรหัสเรียกขานเหล่านี้มีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์การบินอย่างไร?

รหัสเหล่านี้กลายเป็นชื่อที่แพร่หลายในบันทึกประวัติศาสตร์และหนังสือประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 ของชาวตะวันตกจำนวนมาก ทำให้ชื่ออย่าง Betty, Zeke หรือ Val ยังคงถูกใช้ในการอ้างถึงเครื่องบินญี่ปุ่นในปัจจุบัน