← กลับไปยังบทความทั้งหมด

อโลอิส รีเกิล นักประวัติศาสตร์ศิลปะผู้บุกเบิกแนวคิด Kunstwollen

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นสมาชิกคนสำคัญของโรงเรียนประวัติศาสตร์ศิลปะแห่งเวียนนา (Vienna School of Art History)
  • ผู้เสนอแนวคิด Kunstwollen หรือ 'เจตจำนงทางศิลปะ' เพื่ออธิบายการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบศิลปะ
  • เปลี่ยนมุมมองทางประวัติศาสตร์ต่อศิลปะโรมันตอนปลายและศิลปะบารอก โดยไม่มองว่าเป็นยุคเสื่อมถอย
  • บุกเบิกการวิเคราะห์รูปแบบ (Formal Analysis) เพื่อเข้าถึงโลกทัศน์ของยุคสมัย

อโลอิส รีเกิล (Alois Riegl; 14 มกราคม 1858 – 17 มิถุนายน 1905) เป็นนักประวัติศาสตร์ศิลปะชาวออสเตรียและสมาชิกคนสำคัญของโรงเรียนประวัติศาสตร์ศิลปะแห่งเวียนนา (Vienna School of Art History) เขามีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ประวัติศาสตร์ศิลปะกลายเป็นสาขาวิชาทางวิชาการที่พึ่งพาตนเองได้ และเป็นหนึ่งในผู้ปฏิบัติงานที่ทรงอิทธิพลที่สุดในแนวทางรูปแบบนิยม (Formalism)

ภาพพอร์ตเทรตของ อโลอิส รีเกิล
อโลอิส รีเกิล นักทฤษฎีศิลปะผู้เปลี่ยนมุมมองต่อศิลปะยุคเปลี่ยนผ่าน

ประวัติและการศึกษา

รีเกิลศึกษาที่มหาวิทยาลัยเวียนนา โดยเข้าเรียนในวิชาปรัชญาและประวัติศาสตร์กับอาจารย์หลายท่าน เช่น ฟรันซ์ เบรนตาโน (Franz Brentano) และอเล็กซิอุส ไมโนนก์ (Alexius Meinong) นอกจากนี้เขายังศึกษาด้านการพิสูจน์อัตลักษณ์ของงานศิลปะ (Connoisseurship) ตามแบบจำลองของโมเรลลี (Morellian model) กับโมริตซ์ เธาซิง (Moritz Thausing) วิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกของเขาเป็นการศึกษาเกี่ยวกับโบสถ์ยาคอบ (Jakobskirche) ในเมืองเรเกนสบวร์ก และงานวิจัยระดับ Habilitation ในปี 1889 มุ่งเน้นไปที่ต้นฉบับปฏิทินสมัยกลาง

ในปี 1886 รีเกิลเริ่มทำงานเป็นภัณฑารักษ์ที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะและอุตสาหกรรมแห่งออสเตรีย (k.k. Österreichisches Museum für Kunst und Industrie หรือปัจจุบันคือ Museum für angewandte Kunst) ในกรุงเวียนนา โดยทำงานที่นั่นเป็นเวลาสิบปีและก้าวขึ้นเป็นผู้อำนวยการแผนกสิ่งทอ ประสบการณ์นี้ส่งผลให้เขาเขียนหนังสือเล่มแรกชื่อ Altorientalische Teppiche (พรมตะวันออกโบราณ) ในปี 1891

การพัฒนาแนวคิดและผลงานสำคัญ

ประวัติศาสตร์ของลวดลายประดับ (Ornamentik)

ชื่อเสียงของรีเกิลในฐานะนักประวัติศาสตร์ศิลปะผู้สร้างนวัตกรรมทางความคิดเริ่มต้นขึ้นจากหนังสือเล่มที่สอง Stilfragen: Grundlegungen zu einer Geschichte der Ornamentik (ปัญหาเรื่องรูปแบบ: รากฐานสำหรับประวัติศาสตร์ของลวดลายประดับ) ในปี 1893 ในงานชิ้นนี้ รีเกิลพยายามโต้แย้งแนวคิดแบบวัตถุนิยมที่เชื่อว่าลวดลายประดับเกิดจากเทคนิคการผลิต (เช่น การทอผ้า) โดยเขาเสนอว่าลวดลายประดับมีประวัติศาสตร์ที่ต่อเนื่องและเป็นอิสระในตัวเอง

รีเกิลติดตามลวดลาย เช่น ลายอาหรับ (Arabesque) ตั้งแต่ศิลปะตะวันออกใกล้โบราณ ผ่านยุคคลาสสิก ไปจนถึงศิลปะยุคกลางตอนต้นและศิลปะอิสลาม ในกระบวนการนี้เขาได้พัฒนาแนวคิด Kunstwollen (มักแปลว่า "เจตจำนงทางศิลปะ") ซึ่งเขามองว่าเป็นแนวโน้มทางประวัติศาสตร์ของยุคสมัยหรือชนชาติที่ขับเคลื่อนการพัฒนาทางรูปแบบ โดยไม่ขึ้นกับเรื่องการเลียนแบบธรรมชาติหรือข้อจำกัดทางเทคโนโลยี

การตีความศิลปะบารอกและโรมันตอนปลาย

ในปี 1894 รีเกิลได้รับตำแหน่งอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยเวียนนา และเริ่มบรรยายเกี่ยวกับศิลปะบารอก ซึ่งในสมัยนั้นถูกมองว่าเป็นเพียงช่วงเสื่อมถอยของศิลปะเรเนซองส์ รีเกิลเริ่มให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างการพัฒนาทางรูปแบบและประวัติศาสตร์วัฒนธรรม ซึ่งปรากฏชัดในต้นฉบับ Historische Grammatik der bildenden Künste (ไวยากรณ์ประวัติศาสตร์ของทัศนศิลป์) ที่ตีพิมพ์หลังการเสียชีวิตของเขา โดยเขามองว่าประวัติศาสตร์ศิลปะตะวันตกคือบันทึกของ "การต่อสู้กับธรรมชาติ"

ในปี 1901 เขาตีพิมพ์ Die Spätrömische Kunstindustrie (อุตสาหกรรมศิลปะโรมันตอนปลาย) ซึ่งเป็นการศึกษาศิลปะยุคโรมันตอนปลายผ่านการวิเคราะห์รูปแบบของอนุสาวรีย์สำคัญ (เช่น ประตูชัยคอนสแตนติน) และวัตถุขนาดเล็ก เช่น หัวเข็มขัด งานชิ้นนี้ร่วมกับงานของ ฟรันซ์ วิคคอฟฟ์ (Franz Wickhoff) ช่วยเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อศิลปะโรมันตอนปลาย โดยไม่มองว่าเป็นความล้มเหลวของมาตรฐานคลาสสิก แต่เป็นรูปแบบทางสุนทรียศาสตร์ที่มีคุณค่าในตัวเอง

นิยามของ Kunstwollen ในทัศนะของรีเกิล

รีเกิลอธิบายว่า Kunstwollen คือเจตจำนงของมนุษย์ที่ต้องการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับโลก โดยศิลปะไม่ใช่การเลียนแบบความจริง (Imitation) แต่เป็นการแสดงออกถึง "ความจริงที่ปรารถนา" (Desired reality) ซึ่งแตกต่างกันไปตามผู้คน ภูมิภาค หรือยุคสมัย โดยเจตจำนงนี้มีความเชื่อมโยงกับ "โลกทัศน์" (Worldview) ในด้านศาสนา ปรัชญา วิทยาศาสตร์ และกฎหมาย ทำให้เขาสามารถวิเคราะห์แก่นแท้ของวัฒนธรรมผ่านการวิเคราะห์รูปแบบทางศิลปะได้

ผลงานช่วงสุดท้าย

งานชิ้นสุดท้ายที่เสร็จสมบูรณ์ของเขาคือ Das holländische Gruppenporträt (ภาพพอร์ตเทรตกลุ่มของฮอลแลนด์) ในปี 1902 ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ศิลปะบารอกของดัตช์ ในงานชิ้นนี้รีเกิลเริ่มพัฒนาทฤษฎีเกี่ยวกับ "ความใส่ใจ" (Attentiveness) เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ระหว่างผู้ชมกับผลงานศิลปะ

คำถามที่พบบ่อย

Kunstwollen คืออะไร?

Kunstwollen (เจตจำนงทางศิลปะ) คือแนวคิดของ อโลอิส รีเกิล ที่เชื่อว่าการพัฒนาทางรูปแบบของศิลปะถูกขับเคลื่อนด้วยความปรารถนาหรือเจตจำนงทางวัฒนธรรมของยุคสมัยหรือชนชาตินั้นๆ ไม่ใช่เกิดจากความสามารถทางเทคนิคหรือความพยายามในการเลียนแบบธรรมชาติเพียงอย่างเดียว

อโลอิส รีเกิล มีอิทธิพลต่อวิชาประวัติศาสตร์ศิลปะอย่างไร?

เขามีส่วนสำคัญในการทำให้ประวัติศาสตร์ศิลปะเป็นวิชาการที่พึ่งพาตนเองได้ โดยนำเสนอวิธีการวิเคราะห์รูปแบบ (Formalism) และให้คุณค่ากับศิลปะในยุคที่เคยถูกมองว่า 'เสื่อมถอย' เช่น ยุคโรมันตอนปลาย

รีเกิลมองศิลปะโรมันตอนปลายอย่างไร?

เขามองว่าศิลปะโรมันตอนปลายไม่ใช่การเสื่อมถอยของมาตรฐานคลาสสิก แต่เป็นรูปแบบทางสุนทรียศาสตร์ที่มีวิวัฒนาการและเป้าหมายในตัวเอง ซึ่งสะท้อนถึงโลกทัศน์ที่เปลี่ยนไปของมนุษย์ในยุคนั้น

ผลงานเขียนที่สำคัญของ อโลอิส รีเกิล มีอะไรบ้าง?

ผลงานเด่น ได้แก่ Stilfragen (1893) ที่ว่าด้วยลวดลายประดับ, Die Spätrömische Kunstindustrie (1901) ที่ว่าด้วยศิลปะโรมันตอนปลาย และ Das holländische Gruppenporträt (1902) ที่ว่าด้วยภาพพอร์ตเทรตกลุ่มของดัตช์