← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ประวัติและลักษณะของ American Fiddle จากดนตรีพื้นเมืองสู่สากล

สรุปใจความสำคัญ

  • John Utie เป็นนักเล่น fiddle คนแรกที่ได้รับการบันทึกในอเมริกา
  • ความแตกต่างหลักระหว่าง fiddle และ violin คือเทคนิคการเล่นที่เน้นความกระชับ ลดการใช้ vibrato และการตั้งสายที่เน้นการเล่นหลายสายพร้อมกัน
  • สไตล์ Appalachian Old Time มักใช้การตั้งสายแบบ open tunings เช่น AEAE เพื่อลดแรงตึงของคอเครื่องดนตรีและสร้างเสียงที่เป็นเอกลักษณ์

การเล่น American Fiddle เริ่มต้นขึ้นพร้อมกับผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยุโรปยุคแรกๆ ซึ่งพบว่าเครื่องดนตรีในตระกูลไวโอลินขนาดเล็กนั้นมีความทนทานและพกพาสะดวกกว่าเครื่องดนตรีชนิดอื่นในสมัยนั้น โดยมีบันทึกว่า John Utie ผู้อพยพในปี 1620 เป็นนักเล่น fiddle own the first known fiddler on American soil

อิทธิพลและวิวัฒนาการ

ในช่วงแรก ดนตรี fiddle ของอเมริกาได้รับอิทธิพลจากสไตล์การเล่นของชาวไอริช สกอตแลนด์ และอังกฤษ รวมถึงประเพณีการเล่นไวโอลินแบบคลาสสิกของชนชั้นสูง ท่วงทำนองที่ได้รับความนิยมในยุคนั้น เช่น "Soldier's Joy", "Flowers of Edinburgh" และ "Tamlin" ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง โดยแบ่งออกเป็นสไตล์การเล่นในแถบ New England ที่ได้รับอิทธิพลจากเซลติก (Celtic) และสไตล์ทางตอนใต้หรือ "Dixie" ที่เน้นการใช้ double stops และการใส่คำร้องหรือเสียงเรียกในการเต้นรำ

นักเล่น fiddle ในงาน Wichita Riverfest
นักเล่น fiddle ในงาน Wichita Riverfest

ความแตกต่างระหว่าง Fiddle และ Violin

แม้ว่าเครื่องดนตรีจะเป็นชิ้นเดียวกัน แต่ในทางวัฒนธรรมและเทคนิคการเล่น นักดนตรีพื้นเมืองมักจะแยก "fiddle" ออกจาก "violin" ดังนี้:

1. ตัวเครื่องดนตรี (Instrument)

  • สะพานสาย (Bridge): ของ fiddle อาจจะมีความแบนกว่าเล็กน้อยเพื่อให้ง่ายต่อการเล่นหลายสายพร้อมกัน
  • การตั้งสาย (Strings): มักใช้สายเหล็กมากกว่าสายสังเคราะห์หรือสายไส้สัตว์
  • อุปกรณ์เสริม: มักติดตั้ง pickup เพื่อขยายเสียง และใช้ตัวปรับสายละเอียด (fine tuners) ทั้ง 4 สาย

2. เทคนิคการเล่น (Playing Technique)

การเล่น fiddle มักจะหลีกเลี่ยงการใช้ vibrato (การสั่นสาย) ยกเว้นในเพลงช้า และใช้การลากคันชักที่สั้นกว่า (shorter bow strokes) เพื่อสร้างจังหวะที่กระชับ (detache) นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคนิค double stops (การสีสายสองสายพร้อมกัน) และการตั้งสายแบบพิเศษ (open tunings) รวมถึงเทคนิค trick fiddling เช่นในเพลง "Orange Blossom Special"

3. แนวเพลง (Repertoire)

นักเล่น fiddle จะเน้นเล่น "tunes" หรือเพลงพื้นเมือง มากกว่าที่จะเล่นโซนาตาหรือเพลงคลาสสิก โดยมักจะเกี่ยวข้องกับดนตรีแนวคันทรี (Country) และดนตรีพื้นเมืองอื่นๆ

วงดนตรีครอบครัว Hillbilly
วงดนตรีครอบครัว Hillbilly

ประเภทของเพลงและเพลงดัง

ประเภทของเพลง fiddle ที่พบบ่อย ได้แก่ Reels, Hornpipes, Polkas, Jigs (Slip Jigs, Double Jigs) และ Waltzes

เพลงที่เป็นเอกลักษณ์ (Canonical Tunes)

  • Orange Blossom Special: เพลงที่ใช้ความสามารถของ fiddle ในการเลียนแบบเสียงเครื่องจักรกล
  • The Devil Went Down to Georgia: เพลงของ Charlie Daniels ที่ผสมผสานระหว่าง old-time fiddle และ rock guitar riffs โดยใช้เทคนิคการสีที่รวดเร็วและรุนแรง

สไตล์การเล่นเฉพาะทาง

Blues Fiddle

Blues fiddle ใช้บันไดเสียง pentatonic blues scale เพื่อสร้างลูกเล่น (riffs) ในช่วงพัก และมักเล่นร่วมกับกีตาร์ในโครงสร้างเพลงบลูส์ โดยไม่เน้นการใช้ vibrato

Appalachian Old Time Fiddle

สไตล์ Old time ใช้ double stops จำนวนมาก และมักใช้การตั้งสายแบบ open tunings (เช่น AEAE หรือ ADAE) เพื่อให้ได้เสียงที่กังวานและมักเล่นร่วมกับเครื่องดนตรีอย่าง banjo, dulcimer และ guitar

คำถามที่พบบ่อย

Fiddle กับ Violin ต่างกันอย่างไร?

ในเชิงกายภาพ เครื่องดนตรีคือชิ้นเดียวกัน แต่ fiddle หมายถึงสไตล์การเล่นดนตรีพื้นเมือง (เช่น คันทรี, โฟล์ค) ที่เน้นจังหวะและเทคนิคการเล่นที่ไม่เหมือนกับไวโอลินในดนตรีคลาสสิก

Double stops คืออะไร?

Double stops คือเทคนิคการสีสายสองสายพร้อมกัน เพื่อสร้างเสียงประสานหรือเสียงโดรน (drone) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของดนตรี fiddle

เพลง 'The Devil Went Down to Georgia' มีความสำคัญอย่างไร?

เป็นเพลงที่แสดงถึงการผสมผสานระหว่างเทคนิคการเล่น fiddle แบบดั้งเดิมกับดนตรีร็อก และใช้เทคนิคการสีที่รวดเร็วเพื่อสร้างความตื่นเต้น