← กลับไปยังบทความทั้งหมด

แองเจลิกิ ไลอู นักไบแซนไทน์ศึกษาและนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพล

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นศาสตราจารย์ด้านไบแซนไทน์ศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและเป็นผู้หญิงคนแรกที่ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการหอสมุดและคอลเลกชันวิจัย Dumbarton Oaks
  • บุกเบิกการศึกษาบทบาทของสตรีและประวัติศาสตร์เศรษฐกิจในจักรวรรดิไบแซนไทน์ ซึ่งเป็นสาขาที่เคยถูกละเลย
  • เป็นผู้หญิงคนที่สองในประวัติศาสตร์ที่ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกของสถาบันวิจัยแห่งเอเธนส์ (Academy of Athens)
  • เคยดำรงตำแหน่งรองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกรีซในช่วงปี 2000

แองเจลิกิ ไลอู (Angeliki E. Laiou; 6 เมษายน 1941 – 11 ธันวาคม 2008) เป็นนักวิชาการด้านไบแซนไทน์ศึกษา (Byzantinist) และนักการเมืองชาวกรีก-อเมริกัน ผู้มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงแนวทางการศึกษาประวัติศาสตร์จักรวรรดิไบแซนไทน์ โดยเน้นการวิเคราะห์โครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจมากกว่าเพียงแค่การเมืองและการทูต

ไลอูดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านไบแซนไทน์ศึกษา (Dumbarton Oaks Professor of Byzantine Studies) ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดตั้งแต่ปี 1981 จนกระทั่งเสียชีวิต นอกจากนี้เธอยังเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรีซสังกัดพรรคสังคมนิยมแพนเฮลเลนิก (PASOK) ระหว่างปี 2000 ถึง 2002

ภาพพอร์ตเทรตของแองเจลิกิ ไลอู
แองเจลิกิ ไลอู นักวิชาการผู้บุกเบิกด้านสังคมไบแซนไทน์

ประวัติและการศึกษา

แองเจลิกิ ไลอู เกิดเมื่อวันที่ 6 เมษายน 1941 ณ กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ โดยมีพื้นเพครอบครัวจากเมืองอากิออส เกอร์กิออส ในแคว้นบีโอเทีย เธอเริ่มต้นการศึกษาที่วิทยาลัยเอเธนส์ (Athens College) และเข้าศึกษาต่อที่คณะปรัชญา มหาวิทยาลัยเอเธนส์ ระหว่างปี 1958–1959 ซึ่งในช่วงนี้เธอได้ศึกษากับ ดิโอนีซิออส ซาคีทินอส (Dionysios Zakythinos) นักไบแซนไทน์ศึกษาชื่อดัง ผู้ซึ่งจุดประกายความสนใจของเธอต่อจักรวรรดิไบแซนไทน์

ต่อมาไลอูย้ายไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา โดยสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยแบรนไดส์ (Brandeis University) ในปี 1961 และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในปี 1966 ภายใต้การดูแลของ โรเบิร์ต ลี วูล์ฟ (Robert Lee Wolff) ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์สงครามครูเสด วิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของเธอได้กลายเป็นรากฐานของหนังสือเล่มแรกที่ตีพิมพ์ในปี 1972 ในชื่อ Constantinople and the Latins: The Foreign Policy of Andronicus II, 1282–1328

เส้นทางวิชาการและผลงานบุกเบิก

ไลอูเริ่มต้นอาชีพการสอนที่มหาวิทยาลัยลุยเซียนา ก่อนจะกลับมาเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (1966–1972) และย้ายไปเป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยแบรนไดส์จนถึงปี 1981 โดยในช่วงเวลาดังกล่าวเธอได้สอนที่วิทยาลัยรัตเกอร์ส (Rutgers College) ด้วย

ในปี 1981 เธอได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ Dumbarton Oaks ด้านไบแซนไทน์ศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งเป็นตำแหน่งอันทรงเกียรติที่เธอถือครองจนวาระสุดท้ายของชีวิต นอกจากนี้เธอยังได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ ดังนี้:

  • หัวหน้าภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด: ปี 1985–1988
  • ผู้อำนวยการหอสมุดและคอลเลกชันวิจัย Dumbarton Oaks: ปี 1989–1998 โดยเธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับตำแหน่งนี้
แองเจลิกิ ไลอู ในงานสัมมนาไบแซนไทน์ศึกษาปี 1992
แองเจลิกิ ไลอู ขณะเข้าร่วมการสัมมนาด้านไบแซนไทน์ศึกษาที่ Dumbarton Oaks

การบุกเบิกการศึกษาด้านสังคมและเศรษฐกิจ

ไลอูได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้บุกเบิกการศึกษาด้านสังคมและบทบาทของสตรีในจักรวรรดิไบแซนไทน์ บทความเรื่อง The role of women in Byzantine society (1981) ของเธอถูกยกย่องว่าเป็นการเปิดพรมแดนใหม่ให้แก่นักวิชาการด้านไบแซนไทน์ นอกจากนี้เธอยังเขียนงานวิจัยสำคัญเกี่ยวกับสังคมเกษตรกรในยุคไบแซนไทน์ตอนปลาย (1977) และเรื่องการแต่งงาน ความรัก และเครือญาติ (1992)

ผลงานชิ้นสำคัญในช่วงท้ายของชีวิตคือการเป็นบรรณาธิการรวบรวม Economic History of Byzantium (2002) ซึ่งเป็นงานเขียนสามเล่มจบที่ถือเป็นมาตรฐานอ้างอิงในด้านประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของไบแซนไทน์ ซึ่งเป็นสาขาที่เคยถูกละเลยมาก่อน และปิดท้ายด้วยหนังสือ The Byzantine Economy (2007)

บทบาททางการเมืองและเกียรติยศ

ในด้านการเมือง ไลอูได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรีซในปี 2000 ภายใต้บัญชีรายชื่อของพรรคสังคมนิยมแพนเฮลเลนิก (PASOK) และได้รับแต่งตั้งเป็นรองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (Deputy Secretary of Foreign Affairs) รับผิดชอบด้านความสัมพันธ์กับชาวกรีกโพ้นทะเล อย่างไรก็ตาม เธอได้ลาออกจากตำแหน่งนี้หลังจากปฏิบัติหน้าที่ได้เพียง 6 เดือน เนื่องจากความไม่พึงพอใจในระบบการทำงาน และลาออกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี 2002 เพื่อกลับไปทุ่มเทให้กับงานวิชาการ

ด้วยผลงานอันโดดเด่น เธอได้รับเกียรติให้เข้าเป็นสมาชิกของสถาบันวิจัยแห่งเอเธนส์ (Academy of Athens) ในปี 1998 ซึ่งเธอเป็นผู้หญิงคนที่สองในประวัติศาสตร์ที่ได้รับเกียรตินี้ นอกจากนี้ยังได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ Order of Honour ชั้น Commander และเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของสถาบันวิชาการชั้นนำหลายแห่งในยุโรปและอเมริกา รวมถึงเป็นศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ที่มหาวิทยาลัยนันไค (Nankai University) ประเทศจีน

ชีวิตส่วนตัวและการเสียชีวิต

แองเจลิกิ ไลอู สมรสกับ สตาวรอส โธมาดากิส (Stavros Thomadakis) อดีตประธานคณะกรรมการตลาดทุนกรีซ ก่อนจะหย่าร้างกันในภายหลัง เธอมีบุตรชายหนึ่งคนคือ วาสสิลิส โธมาดากิส (Vassilis Thomadakis)

ไลอูได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ในเดือนกันยายน 2008 และเสียชีวิตลงที่เมืองบอสตัน เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2008

ผลงานเขียนที่สำคัญ

  • Constantinople and the Latins: The Foreign Policy of Andronicus II, 1282–1328 (1972)
  • Peasant society in the late Byzantine Empire: a social and demographic study (1977)
  • Byzantium, a world civilization (1992) - บรรณาธิการร่วมกับ Henry Maguire
  • Mariage, amour et parenté à Byzance aux XIe–XIIIe siècles (1992)
  • Economic History of Byzantium (2002) - บรรณาธิการ

คำถามที่พบบ่อย

แองเจลิกิ ไลอู มีความสำคัญอย่างไรต่อวงการประวัติศาสตร์?

เธอเป็นผู้บุกเบิกการศึกษาด้านสังคมและเศรษฐกิจของจักรวรรดิไบแซนไทน์ โดยเฉพาะการวิเคราะห์บทบาทของสตรีและสังคมเกษตรกร ซึ่งเปลี่ยนจุดเน้นจากการศึกษาเพียงเรื่องการเมืองและการทูตไปสู่การทำความเข้าใจโครงสร้างสังคมในระดับลึก

ตำแหน่งทางวิชาการสูงสุดของเธอคืออะไร?

เธอเป็นศาสตราจารย์ Dumbarton Oaks ด้านไบแซนไทน์ศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และเคยเป็นหัวหน้าภาควิชาประวัติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดด้วย

ไลอูเคยทำงานการเมืองในประเทศกรีซหรือไม่?

ใช่ เธอได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรีซสังกัดพรรค PASOK และดำรงตำแหน่งรองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นเวลา 6 เดือนในปี 2000

ผลงานเขียนชิ้นสำคัญที่สุดของเธอคืออะไร?

หนึ่งในผลงานที่โดดเด่นที่สุดคือ Economic History of Byzantium (2002) ซึ่งเป็นงานเขียนสามเล่มจบที่กลายเป็นมาตรฐานอ้างอิงสำคัญในด้านประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไบแซนไทน์