← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ดัชนีความดันโลหิตข้อเท้าและแขน การตรวจคัดกรองโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ

สรุปใจความสำคัญ

  • ดัชนี ABPI คืออัตราส่วนความดันโลหิตซิสโตลิกที่ข้อเท้าหารด้วยความดันโลหิตซิสโตลิกที่แขน
  • ค่าปกติของ ABPI อยู่ระหว่าง 0.90 ถึง 1.29
  • ค่าที่ต่ำกว่า 0.9 บ่งชี้ถึงโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ (PAD)
  • ค่าที่สูงกว่า 1.3 บ่งชี้ถึงภาวะหลอดเลือดแข็งตัว (Calcification) ซึ่งมักพบในผู้ป่วยเบาหวานและโรคไต

ดัชนีความดันโลหิตข้อเท้าและแขน (Ankle-brachial pressure index หรือ ABPI/ABI) คือ ค่าอัตราส่วนระหว่างความดันโลหิตที่วัดได้บริเวณข้อเท้าเทียบกับความดันโลหิตที่วัดได้บริเวณต้นแขน ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้ในการประเมินเบื้องต้นเพื่อตรวจหาภาวะหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ (Peripheral Artery Disease หรือ PAD) โดยหากความดันโลหิตที่ขาต่ำกว่าที่แขนอย่างมีนัยสำคัญ จะบ่งชี้ว่าอาจมีการอุดตันของหลอดเลือดแดงในส่วนขา

ภาพแสดงตำแหน่งการวัดความดันโลหิตที่แขนและข้อเท้าเพื่อคำนวณค่า ABI
การวัดความดันโลหิตที่แขนและข้อเท้าเพื่อนำมาคำนวณค่าดัชนี ABI

วิธีการตรวจวัด

เพื่อให้ได้ค่าที่แม่นยำ ผู้ป่วยจะต้องนอนหงายโดยให้ศีรษะและรยางค์ต่างๆ อยู่ในระดับเดียวกัน ไม่ปล่อยให้ส่วนใดส่วนหนึ่งห้อยลงจากเตียง เนื่องจากหากวัดในขณะที่ผู้ป่วยนั่ง ค่า ABI อาจสูงเกินจริงได้ประมาณ 0.3

อุปกรณ์และขั้นตอนการดำเนินงาน

โดยทั่วไปจะใช้เครื่องตรวจวัดการไหลเวียนของเลือดด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Doppler ultrasound blood flow detector) หรือที่เรียกว่า Doppler wand ร่วมกับเครื่องวัดความดันโลหิตแบบผ้าพันแขน (Sphygmomanometer) โดยมีขั้นตอนดังนี้:

  • พันผ้าพันแขน (Cuff) ไว้เหนือหลอดเลือดแดงที่ต้องการวัด
  • สูบลมเข้าไปจนกระทั่งเสียงชีพจรที่ตรวจด้วย Doppler wand เงียบหายไป
  • ค่อยๆ ปล่อยลมออก เมื่อเริ่มตรวจพบเสียงชีพจรอีกครั้ง ค่าความดันในขณะนั้นคือค่าความดันโลหิตซิสโตลิก (Systolic pressure) ของหลอดเลือดแดงเส้นนั้น

ในการคำนวณ จะใช้ค่าความดันซิสโตลิกที่สูงที่สุดจากแขนทั้งสองข้าง และใช้ค่าที่สูงที่สุดระหว่างหลอดเลือดแดงบริเวณข้อเท้าด้านใน (Posterior tibial artery) และหลังเท้า (Dorsalis pedis artery) ของแต่ละข้าง เพื่อนำมาคำนวณหาค่า ABI ของขานั้นๆ

สูตรการคำนวณ ABPI เท่ากับ ความดันที่ขาหารด้วยความดันที่แขน
สูตรการคำนวณดัชนีความดันโลหิตข้อเท้าและแขน (ABPI)

ทางเลือกในการตรวจด้วยวิธี Oscillometric

มีการนำเครื่องวัดความดันโลหิตแบบอัตโนมัติ (Oscillometric blood pressure meters) มาใช้ในการวัดความดันที่ข้อเท้า ซึ่งพบว่ามีความสัมพันธ์ในระดับที่น่าพอใจกับวิธีมาตรฐาน (Doppler ABI) และมีความไว (Sensitivity) และความจำเพาะ (Specificity) ในการตรวจหาค่า ABI ที่ต่ำกว่า 0.9 ได้ดี แม้ว่าวิธีนี้จะมีข้อจำกัดในผู้ป่วยที่คลำชีพจรส่วนปลายไม่ได้เลยก็ตาม

การแปลผลการตรวจ

ในคนปกติ ความดันที่ข้อเท้าจะสูงกว่าที่แขนเล็กน้อยเนื่องจากการสะท้อนของคลื่นความดันในหลอดเลือดบริเวณเท้า การแปลผลค่า ABPI มีเกณฑ์ดังนี้:

ค่า ABPI การแปลผล
0.90 – 1.29 ปกติ (ไม่มีภาวะ PAD ที่มีนัยสำคัญ)
น้อยกว่า 0.9 บ่งชี้ว่ามีโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ (PAD)
1.30 หรือมากกว่า ผิดปกติ บ่งชี้ถึงภาวะหลอดเลือดแข็งตัว (Calcification) จนไม่สามารถบีบให้ตีบได้ ซึ่งมักพบในผู้ป่วยโรคเบาหวานหรือโรคไตวายเรื้อรัง

ข้อจำกัดของการตรวจ

แม้ว่า ABPI จะเป็นเครื่องมือที่รวดเร็วและไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด แต่มีข้อจำกัดบางประการที่ควรระวัง:

  • ภาวะหลอดเลือดแข็งตัว: ในผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยโรคไต หรือผู้ที่สูบบุหรี่จัด หลอดเลือดอาจแข็งตัวจนไม่สามารถบีบให้ตีบได้ ทำให้ค่าความดันที่ข้อเท้าสูงเกินจริง (False positive) และให้ผลลบปลอม (False negative)
  • ความไวต่อโรคในระยะเริ่มต้น: การตรวจในขณะพักอาจไม่ไวพอที่จะตรวจพบ PAD ในระยะเริ่มต้น บางครั้งจึงมีการใช้การทดสอบบนลู่วิ่ง (Treadmill test) เพื่อเพิ่มความไวในการตรวจ แต่ไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วนหรือมีโรคประจำตัว เช่น หลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพอง (Aortic aneurysm)
  • มาตรฐานการปฏิบัติ: การขาดมาตรฐานที่เป็นหนึ่งเดียวในขั้นตอนการตรวจอาจส่งผลต่อความแม่นยำ และจำเป็นต้องใช้ผู้ปฏิบัติงานที่มีทักษะเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สม่ำเสมอ

ความสำคัญในเชิงพยากรณ์โรค

การศึกษาในปี 2006 บ่งชี้ว่าค่า ABPI ที่ผิดปกติอาจเป็นตัวบ่งชี้อิสระของอัตราการเสียชีวิต เนื่องจากสะท้อนถึงภาระของโรคหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) ทั่วร่างกาย จึงมีศักยภาพในการใช้คัดกรองโรคหลอดเลือดหัวใจ (Coronary artery disease) แม้ว่าจะยังไม่มีคำแนะนำที่ชัดเจนสำหรับการคัดกรองในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่ำเนื่องจากขาดการทดลองทางคลินิกที่เพียงพอ นอกจากนี้ ค่า ABI ที่ผิดปกติยังมีความสัมพันธ์กับการเกิดกลุ่มอาการเปราะบาง (Frailty syndrome) ในผู้สูงอายุ

คำถามที่พบบ่อย

ค่า ABI ปกติคือเท่าไหร่?

ค่า ABPI/ABI ที่ถือว่าปกติจะอยู่ในช่วง 0.90 ถึง 1.29

ถ้าค่า ABI ต่ำกว่า 0.9 หมายถึงอะไร?

บ่งชี้ว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงหรือเป็นโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ (PAD) ซึ่งทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนขาได้น้อยลง

ทำไมผู้ป่วยเบาหวานถึงอาจมีค่า ABI สูงเกินจริง?

เนื่องจากผู้ป่วยเบาหวานมักมีภาวะหลอดเลือดแข็งตัว (Arterial calcification) ทำให้ผนังหลอดเลือดแข็งจนไม่สามารถถูกบีบให้ตีบได้ด้วยผ้าพันแขน ส่งผลให้ค่าความดันที่วัดได้สูงกว่าความเป็นจริง

การตรวจ ABI สามารถบอกโรคหัวใจได้หรือไม่?

ค่า ABI ที่ผิดปกติสะท้อนถึงภาวะหลอดเลือดแดงแข็งทั่วร่างกาย ซึ่งสามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดหัวใจได้ในบางกรณี แต่ไม่ใช่การวินิจฉัยโรคหัวใจโดยตรง

การตรวจ ABI มีข้อดีอย่างไร?

เป็นการตรวจที่รวดเร็ว ไม่เจ็บปวด และไม่รุกล้ำร่างกาย (Non-invasive) ทำให้เหมาะสำหรับการคัดกรองเบื้องต้น