← กลับไปยังบทความทั้งหมด

เรือปืนทาคุอารี (ARP Tacuary)

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นเรือปืนแม่น้ำของปารากวัยที่ประจำการยาวนานเกือบ 100 ปี (ค.ศ. 1911-1999)
  • มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการรบในสงครามชาโก โดยเฉพาะการป้องกันทางอากาศที่เมืองบาเฮีย เนกรา
  • เดิมทีเป็นเรือยอชต์ชื่อ Clover จากไอร์แลนด์ ก่อนถูกดัดแปลงเป็นเรือปืน
  • สามารถยิงเครื่องบินทิ้งระเบิดของโบลิเวียตกได้ 1 ลำในช่วงสงครามชาโก

เรือปืนทาคุอารี (ARP Tacuary) เป็นเรือปืนแม่น้ำที่ประจำการในกองทัพเรือปารากวัยเป็นเวลานานเกือบหนึ่งศตวรรษ เดิมทีเรือลำนี้ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1907 โดยบริษัท T. & J. Hosking ในประเทศไอร์แลนด์ ในชื่อเรือยอชต์เหล็ก Clover ก่อนที่ปารากวัยจะจัดซื้อมาในปี ค.ศ. 1911 และตั้งชื่อว่า Adolfo Riquelme และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น Tacuary ในปี ค.ศ. 1930 เพื่อเป็นเกียรติแก่เรือปืนลำแรกของปารากวัยที่เคยข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกในปี ค.ศ. 1855

ประวัติการจัดซื้อและการใช้งานช่วงแรก

เรือ Clover เดินทางถึงปารากวัยในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1911 พร้อมกับเรือ Constitución (เรือบรรทุกสินค้าที่ดัดแปลงเป็นเรือปืน) และเรือขนส่ง General Díaz โดยรัฐบาลปารากวัยจัดซื้อเรือทั้งสามลำนี้เพื่อใช้ในการปราบปรามความพยายามรัฐประหารประธานาธิบดีฆารา (President Jara) ในช่วงต้นปี ค.ศ. 1911 อย่างไรก็ตาม เมื่อเรือมาถึง เหตุการณ์ความไม่สงบได้ยุติลงแล้ว

เรือลำนี้จึงถูกบรรจุเข้าประจำการในกองทัพเรือปารากวัยในชื่อ Adolfo Riquelme ตามชื่อของนักการเมืองที่เสียชีวิตในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1911 ระหว่างการก่อจลาจลต่อต้านรัฐบาลฆารา โดยในช่วงแรกเรือถูกใช้เป็นเรือฝึกหัด

การปฏิวัติปี 1922 และการปรับปรุงประสิทธิภาพ

ในช่วงการปฏิวัติปี ค.ศ. 1922 เรือ Adolfo Riquelme ได้ทำหน้าที่เป็นเรือนำของกองเรือฝ่ายรัฐบาล โดยมีบทบาทสำคัญในการระดมยิงปืนใหญ่ใส่เมืองเอนคาร์นาซิออน (Encarnación) บนแม่น้ำปารานาซึ่งถูกยึดครองโดยฝ่ายกบฏ ในเดือนกรกฎาคมเรือได้รับความเสียหายเล็กน้อยจากการยิงตอบโต้ และในเดือนกันยายนได้ระดมยิงอีกครั้งเพื่อสนับสนุนการยกพลขึ้นบกของทหาร 150 นาย เพื่อทำลายเส้นทางรถไฟและสายโทรเลขของฝ่ายกบฏ

นอกจากนี้ ในวันที่ 5 กันยายน เรือ Coronel Martínez ซึ่งเป็นเรือแจ้งเหตุ (aviso) ได้ช่วยจมเรือแคนูติดตอร์ปิโดที่พยายามจะโจมตีเรือ Adolfo Riquelme ขณะที่เรือลำนี้ยังคงปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนการยกพลขึ้นบกที่เมืองคารากัวตา (Caraguatá) และระดมยิงระบบรถไฟริมแม่น้ำปารานา ทั้งนี้ในช่วงการปฏิวัติดังกล่าว เรือลำนี้เคยถูกโจมตีทางอากาศโดยเครื่องบินของฝ่ายกบฏสองลำแต่ไม่ได้รับความเสียหาย

ต่อมาในปี ค.ศ. 1925 ได้มีการปรับปรุงสะพานเดินเรือและดาดฟ้า และมีการปรับปรุงปล่องไฟในปี ค.ศ. 1927 ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น Tacuary ในวันที่ 30 กรกฎาคม ค.ศ. 1930 และเข้าซ่อมแซมกระดูกงูเรือในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1931 โดยถูกเร่งให้ปล่อยเรือในวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1932 เนื่องจากสงครามชาโก (Chaco War) กับโบลิเวียได้เริ่มต้นขึ้น

บทบาทในสงครามชาโก

เรือ Tacuary เริ่มปฏิบัติการทางเหนือในวันที่ 5 สิงหาคม ค.ศ. 1932 โดยทำหน้าที่คุ้มกันเรือบาร์จ Irene และ Bahía Negra เพื่อขนส่งทหารกลุ่มปืนใหญ่ที่ 3 ไปยังแนวหน้า หลังจากซ่อมแซมเพิ่มเติมในเมืองอซุนซิออน เรือได้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ภายใต้การบังคับบัญชาของกองบัญชาการกองพลทหารบกที่ 3 ที่เมืองบาเฮีย เนกรา (Bahía Negra) โดยมีกัปตันโรดริโก มาชูกา (Captain Rodrigo Machuca) เป็นผู้บังคับการเรือ

การป้องกันทางอากาศที่บาเฮีย เนกรา

ในวันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ. 1932 ขณะที่เรือจอดทอดสมออยู่ที่บาเฮีย เนกรา และปิดหม้อต้มน้ำ เรือถูกโจมตีทางอากาศโดยเครื่องบินทิ้งระเบิดและขับไล่ของโบลิเวีย (ระบุว่าเป็น CW-14 Osprey 2 ลำ และ Curtiss P-6 Hawk 1 ลำ หรือบางแหล่งระบุว่าเป็น Vickers Vespa 3 ลำ) เครื่องบินได้ทิ้งระเบิดรวม 15 ลูก โดยมี 11 ลูกตกใกล้ตัวเรือมาก

ในการโจมตีระลอกที่สาม เรือ Tacuary สามารถใช้ปืนขนาด 37 มม. ยิงเครื่องบิน Osprey ตกหนึ่งลำ ซึ่งตกลงในดินแดนบราซิลตามรายงานของปารากวัย การโจมตีครั้งนี้ส่งผลให้พันเอกโฮเซ ฮูเลียน ซานเชซ (Colonel José Julian Sánchez) ผู้บัญชาการกองทัพภาคเหนือ เสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิด แต่ลูกเรือของเรือ Tacuary ไม่ได้รับบาดเจ็บ

การโจมตีเกิดขึ้นอีกครั้งในวันที่ 24 ธันวาคม ซึ่งเรือสามารถหลบหลีกได้ทำให้ไม่ได้รับความเสียหายหนัก แต่มีลูกเรือบางส่วนได้รับบาดเจ็บจากการยิงกราด ผลจากการโจมตีทั้งสองวันทำให้ตัวเรือมีรูสะเก็ดระเบิด 29 รู และรูกระสุน 45 รู หลังจากนั้นลูกเรือได้ใช้แผ่นผ้าและกิ่งไม้พรางตัวเรือเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจการณ์

หลังจากนั้นเรือ Tacuary ถูกเปลี่ยนหน้าที่โดยเรือลาดตระเวน Teniente Herreros และเปลี่ยนไปทำหน้าที่เรือขนส่งจนสิ้นสุดสงคราม โดยสามารถขนส่งทหารได้ 6,602 นาย, ผู้โดยสาร 230 คน, เชลยศึก 480 คน, สัตว์ 1,258 ตัว และสินค้าหนัก 1,653 ตัน

ช่วงหลังสงครามและการปลดประจำการ

หลังสงคราม เรือ Tacuary ถูกใช้เป็นเรือขนส่งจนถึงปี ค.ศ. 1938 จากนั้นมีความพยายามจะดัดแปลงให้เป็นเรือยอชต์ประจำตำแหน่งประธานาธิบดี แต่แผนการนี้ต้องหยุดชะงักลงเนื่องจากการเสียชีวิตของประธานาธิบดีโฮเซ เฟลิกซ์ เอสติการิเบีย (President José Félix Estigarribia) เรือจึงถูกเปลี่ยนสภาพเป็นเรือบาร์จในหน่วยขนส่งทางเรือ

ระหว่างปี ค.ศ. 1949 ถึง 1966 เรือผ่านการปรับปรุงครั้งใหญ่เพื่อดัดแปลงเป็นเรือโดยสารวิ่งระหว่างเมืองอซุนซิออนและบัวโนสไอเรส โดยในปี ค.ศ. 1952 ได้มีการเปลี่ยนระบบขับเคลื่อนจากเครื่องจักรไอน้ำเป็นเครื่องยนต์ดีเซลสองเครื่อง และกลับมาใช้งานอีกครั้งในวันที่ 30 ธันวาคม ค.ศ. 1966 โดยทำหน้าที่เป็นเรือขนส่งจนถึงปี ค.ศ. 1978 ก่อนจะถูกลดสถานะเป็นเรือบาร์จบรรทุกสินค้า และถูกถอดออกจากบัญชีรายชื่อของกองทัพเรือปารากวัยในวันที่ 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 1999

หัวข้อรายละเอียด
อาวุธยุทโธปกรณ์ปืน 76 มม. 2 กระบอก, ปืน 37 มม. 2 กระบอก, ปืนกล 2 กระบอก
ผู้สร้างT. & J. Hosking (ไอร์แลนด์)
ปีที่สร้างค.ศ. 1907
ชื่อเดิมClover (เรือยอชต์)

คำถามที่พบบ่อย

เรือปืนทาคุอารีมีชื่อเดิมว่าอะไร?

เรือลำนี้เดิมชื่อ Clover เป็นเรือยอชต์เหล็กที่สร้างขึ้นในไอร์แลนด์ในปี ค.ศ. 1907 ก่อนจะถูกปารากวัยซื้อมาและตั้งชื่อว่า Adolfo Riquelme ในปี ค.ศ. 1911

บทบาทของเรือทาคุอารีในสงครามชาโกคืออะไร?

เรือทาคุอารีทำหน้าที่คุ้มกันเรือขนส่งทหารและยุทโธปกรณ์ไปยังแนวหน้า และมีเหตุการณ์สำคัญคือการป้องกันทางอากาศที่เมืองบาเฮีย เนกรา ซึ่งสามารถยิงเครื่องบินของโบลิเวียตกได้หนึ่งลำ

เรือทาคุอารีถูกปลดประจำการเมื่อใด?

เรือทาคุอารีถูกถอดออกจากบัญชีรายชื่อของกองทัพเรือปารากวัยในวันที่ 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 1999

เรือทาคุอารีเคยถูกดัดแปลงเป็นอะไรบ้าง?

เรือลำนี้ถูกดัดแปลงหลายครั้ง ตั้งแต่เรือยอชต์เป็นเรือปืน, จากเรือปืนเป็นเรือบาร์จ, และมีความพยายามดัดแปลงเป็นเรือยอชต์ประธานาธิบดีและเรือโดยสารระหว่างประเทศ