← กลับไปยังบทความทั้งหมด

เรือมอนิเตอร์แม่น้ำ ป้อมปืนลอยน้ำสำหรับการรบทางน้ำ

สรุปใจความสำคัญ

  • เรือมอนิเตอร์แม่น้ำมีจุดเด่นที่ป้อมปืนหมุนได้ ซึ่งช่วยให้ยิงได้รอบทิศทางในร่องน้ำที่แคบ
  • ดัดแปลงมาจากเรือ LCM Mk 6 ในช่วงสงครามเวียดนามเพื่อสร้างกองทัพเรือน้ำตื้น (Brown-water Navy)
  • เรือชั้น Lord Clive ของอังกฤษเป็นตัวอย่างของเรือมอนิเตอร์ที่มีเกราะหนาและปืนใหญ่ขนาด 18 นิ้วสำหรับระดมยิงฝั่ง

เรือมอนิเตอร์แม่น้ำเป็นเรือรบที่ออกแบบมาเพื่อการลาดตระเวนและปฏิบัติการในแม่น้ำโดยเฉพาะ โดยปกติแล้วจะเป็นเรือที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและติดตั้งอาวุธหนักที่สุดในกองเรือแม่น้ำ (River Flotillas) ชื่อของเรือประเภทนี้มีที่มาจาก USS Monitor ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งปรากฏตัวครั้งแรกในช่วงสงครามกลางเมืองอเมริกา โดยมีจุดเด่นคือการใช้ป้อมปืนหมุนได้ ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งในแม่น้ำที่มีร่องน้ำแคบ ซึ่งจำกัดทิศทางที่เรือจะหันหน้าไปได้

ลักษณะทั่วไปและการออกแบบ

เรือมอนิเตอร์แม่น้ำถูกนำมาใช้ในทางน้ำภายใน เช่น แม่น้ำ, ปากแม่น้ำ, พื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ และทะเลสาบ โดยทั่วไปจะมี กินน้ำลึกน้อย (Shallow Draft) เพื่อให้สามารถปฏิบัติการในน้ำตื้นได้ อย่างไรก็ตาม ขนาดและระวางขับน้ำจะแตกต่างกันไปตามพื้นที่ที่ใช้งาน

ในด้านการป้องกัน เรือมอนิเตอร์ส่วนใหญ่จะมีการหุ้มเกราะบางๆ แต่ก็มีข้อยกเว้น เช่น เรือชั้น Lord Clive ของราชนาวีอังกฤษ ซึ่งสามารถปฏิบัติการได้ทั้งในชายฝั่งและพื้นที่ปากแม่น้ำ โดยมีการหุ้มเกราะหนาเป็นพิเศษและติดตั้งปืนใหญ่สำหรับระดมยิงฝั่งที่มีขนาดใหญ่ถึง 18 นิ้ว (457 มม.) แต่โดยทั่วไปแล้ว เรือมอนิเตอร์แม่น้ำจะติดตั้งอาวุธผสมผสานตั้งแต่ขนาด 3 นิ้ว (75 มม.) ถึง 6 นิ้ว (152 มม.) พร้อมด้วยปืนกล ซึ่งทำให้เรือประเภทนี้มีความคาบเกี่ยวกับการใช้งานของเรือปืนแม่น้ำ (River Gunboat) ที่ติดตั้งปืนขนาดเล็กกว่า

การใช้งานในสหรัฐอเมริกา

ในช่วงสงครามกลางเมืองอเมริกา เรือมอนิเตอร์แม่น้ำมีบทบาทสำคัญในแคมเปญแม่น้ำมิสซิสซิปปี และการรบที่อ่าวโมบิล โดยเรือมอนิเตอร์ในยุคนั้นมีขนาดใหญ่มาก โดยมีน้ำหนักสูงสุดถึง 1,300 ตัน

ต่อมาในวันที่ 18 ธันวาคม 1965 กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ฟื้นฟูการจัดตั้งกองทัพเรือน้ำตื้น (Brown-water Navy) เพื่อปฏิบัติการในเวียดนามใต้ และในเดือนกรกฎาคม 1966 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม Robert S. McNamara ได้อนุมัติให้จัดตั้งกองกำลังเคลื่อนที่ทางแม่น้ำ (Mobile Riverine Force - MRF) ซึ่งนำเรือมอนิเตอร์กลับมาใช้งานอีกครั้ง

เรือมอนิเตอร์ในสงครามเวียดนาม
เรือมอนิเตอร์ที่ดัดแปลงจากเรือ LCM Mk 6 ในช่วงสงครามเวียดนาม

เรือมอนิเตอร์ในสงครามเวียดนามถูกแบ่งออกเป็นสองโปรแกรมหลัก คือ โปรแกรม 4 (ติดตั้งปืน 40 มม.) และโปรแกรม 5 (แบ่งเป็นรุ่น Howitzer ติดตั้งปืนใหญ่ และรุ่น Flamethrower ติดตั้งเครื่องพ่นไฟ) โดยดัดแปลงมาจากเรือระบายพลยานยนต์ (LCM) Mk 6 ยาว 56 ฟุต ของสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

รายละเอียดอาวุธของเรือมอนิเตอร์เวียดนาม

รุ่นอาวุธหลักและอาวุธรอง
รุ่นปืน 40 มม.ปืนใหญ่ 40 มม. 1 กระบอก, เครื่องยิงลูกระเบิด 81 มม. 1 กระบอก, ปืน 20 มม. 1 กระบอก, เครื่องยิงลูกระเบิด Mk 18 และ M79, ปืนกล .50 และ 7.62 มม.
รุ่นเครื่องพ่นไฟ (F)ปืน 20 มม. 2 กระบอก, เครื่องพ่นไฟระยะ 200 เมตร 2 เครื่อง, เครื่องยิงลูกระเบิด M79 3 เครื่อง, ปืนกล .50 2 กระบอก
รุ่นปืนใหญ่ (H)ปืนใหญ่ howitzer 105 มม. 1 กระบอก, ปืน 20 มม. 2 กระบอก, เครื่องยิงลูกระเบิด M79 3 เครื่อง, ปืนกล .50 2 กระบอก และ 7.62 มม. 1 กระบอก

การใช้งานในเอเชียและยุโรป

ในเอเชีย กองเรือแม่น้ำ Amur ของรัสเซียได้ใช้เรือมอนิเตอร์ชั้น Taifun ตั้งแต่ปี 1907 ซึ่งมีระวางขับน้ำถึง 1,000 ตัน และติดตั้งปืน 130 มม. ต่อมาในทศวรรษ 1940 ได้มีการสร้างเรือชั้น Khasan ซึ่งเป็นเรือรบแม่น้ำที่ทรงพลังที่สุด โดยมีระวางขับน้ำเต็มที่ 2,400 ตัน

ในยุโรป ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ประเทศออสเตรีย-ฮังการี และโรมาเนีย ได้ใช้เรือมอนิเตอร์ในแม่น้ำดานูบ โดยเรือ Bodrog ของออสเตรีย-ฮังการี เป็นเรือที่ยิงนัดแรกของสงครามโลกครั้งที่ 1 ใส่เมืองเบลเกรด และเรือชั้น Brătianu ของโรมาเนียถือเป็นเรือมอนิเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในแม่น้ำดานูบ โดยมีระวางขับน้ำ 680 ตัน และหุ้มเกราะหนาอย่างน้อย 70 มม.

คำถามที่พบบ่อย

เรือมอนิเตอร์แม่น้ำแตกต่างจากเรือปืนแม่น้ำอย่างไร?

เรือมอนิเตอร์มักจะมีขนาดใหญ่กว่า ติดตั้งอาวุธที่หนักกว่า และมีการหุ้มเกราะที่มากกว่าเรือปืนแม่น้ำทั่วไป

ทำไมเรือมอนิเตอร์ถึงต้องมีกินน้ำลึกน้อย?

เพื่อให้สามารถปฏิบัติการในแม่น้ำ ร่องน้ำแคบ และพื้นที่น้ำตื้น ซึ่งเรือรบขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงได้

เรือมอนิเตอร์ถูกนำมาใช้ในสงครามครั้งสำคัญใดบ้าง?

ถูกนำมาใช้ในสงครามกลางเมืองอเมริกา, สงครามโลกครั้งที่ 1 (ในแม่น้ำดานูบ) และสงครามเวียดนาม