สรุปฤดูกาลพายุเฮอริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติก ปี 1936
สรุปใจความสำคัญ
- มีพายุหมุนเขตร้อนทั้งหมด 20 ลูก โดย 17 ลูกเป็นพายุโซนร้อน และ 7 ลูกเป็นพายุเฮอริเคน
- ค่า ACE ของฤดูกาลนี้อยู่ที่ 100 หน่วย ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยช่วงปี 1931–1943
- เป็นฤดูกาลที่ผิดปกติเนื่องจากไม่มีพายุลูกใดเคลื่อนที่ผ่านพื้นที่ส่วนใหญ่ของทะเลแคริบเบียน
- มีพายุ 7 ลูกที่พัดถล่มสหรัฐอเมริกา รวมถึงพายุเฮอริเคน 3 ลูก
ฤดูกาลพายุเฮอริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติกปี 1936 เป็นฤดูกาลที่มีความเคลื่อนไหวค่อนข้างมาก โดยมีการบันทึกพายุหมุนเขตร้อนทั้งหมด 20 ลูก ซึ่งในจำนวนนี้มี 17 ลูกที่พัฒนาเป็นพายุโซนร้อน (เทียบเท่ากับปี 2017) และมี 7 ลูกที่ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุเฮอริเคน โดยมีหนึ่งลูกที่เป็นพายุเฮอริเคนระดับรุนแรง (Major Hurricane) นอกจากนี้ ฤดูกาลนี้ยังมีความน่าสนใจตรงที่ไม่มีพายุลูกใดเคลื่อนที่ผ่านพื้นที่ส่วนใหญ่ของทะเลแคริบเบียนเลย
การวิเคราะห์พลังงานพายุ (ACE)
กิจกรรมของฤดูกาลนี้สะท้อนให้เห็นผ่านค่า Accumulated Cyclone Energy (ACE) ซึ่งอยู่ที่ 100 หน่วย ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของปี 1931–1943 ที่ 91.2 หน่วย ค่า ACE เป็นตัวชี้วัดที่ใช้แสดงพลังงานที่พายุหมุนเขตร้อนใช้ตลอดช่วงชีวิตของมัน โดยพายุที่มีระยะเวลานานกว่าจะมีค่า ACE สูงกว่า การคำนวณจะทำทุกๆ 6 ชั่วโมง สำหรับระบบพายุที่มีความเร็วลมสูงสุดคงที่ตั้งแต่ 39 ไมล์ต่อชั่วโมง (63 กม./ชม.) ขึ้นไป ซึ่งเป็นเกณฑ์ของพายุโซนร้อน ดังนั้น พายุดีเปรสชันจึงไม่ถูกนำมาคำนวณในค่านี้
รายละเอียดระบบพายุที่สำคัญ
พายุโซนร้อนลูกที่หนึ่ง (Tropical Storm One)
พายุลูกนี้เริ่มก่อตัวในวันที่ 9 มิถุนายน โดยเคลื่อนที่ขึ้นฝั่งที่ชายฝั่งแปซิฟิกของกัวเตมาลา ก่อนจะเคลื่อนที่ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือผ่านอเมริกากลาง และสลายตัวก่อนถึงทะเลแคริบเบียนในวันที่ 12 มิถุนายน อย่างไรก็ตาม พายุได้ก่อตัวขึ้นใหม่และพัฒนาเป็นพายุโซนร้อนอีกครั้งในวันที่ 12 มิถุนายน และเคลื่อนที่ขนานไปกับชายฝั่งตะวันออกของเบลีซและคาบสมุทรยูกาตัง
เมื่อเข้าสู่กัลฟ์ออฟเม็กซิโก พายุมีลมแรงสูงสุด 45 ไมล์ต่อชั่วโมง และเคลื่อนที่ขึ้นฝั่งทางตอนใต้ของฟอร์ตไมเออร์ส รัฐฟลอริดา ในวันที่ 15 มิถุนายน จากนั้นเคลื่อนที่ผ่านไมอามีและออกสู่มหาสมุทรแอตแลนติก สลายตัวทางตอนเหนือของเบอร์มิวดาในวันที่ 17 มิถุนายน พายุลูกนี้ทำให้เกิดฝนตกหนักในฟลอริดาตอนใต้ (8-15 นิ้ว) ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมทางหลวงและพื้นที่ลุ่มต่ำ และมีผู้เสียชีวิตทางอ้อม 3 ราย จากเหตุเครื่องบิน Coast Guard ตกในอ่าวแทมปาขณะออกค้นหาเรือเล็ก
พายุโซนร้อนลูกที่สอง (Tropical Storm Two)
ตรวจพบพื้นที่อากาศแปรปรวนใกล้คาบสมุทรยูกาตังในวันที่ 18 มิถุนายน พัฒนาเป็นพายุโซนร้อนในวันถัดมา และเคลื่อนที่ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือจนถึงวันที่ 21 มิถุนายน ก่อนจะเปลี่ยนทิศทางไปทางตะวันตกเฉียงใต้ และขึ้นฝั่งที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเม็กซิโกในวันที่ 21 มิถุนายน โดยมีความเร็วลมสูงสุด 40 ไมล์ต่อชั่วโมง และสลายตัวในวันถัดมา พายุลูกนี้ทำให้เกิดระดับน้ำขึ้นสูงกว่าปกติบริเวณชายฝั่งเท็กซัส แต่ไม่มีรายงานความเสียหายหรือผู้เสียชีวิต
พายุเฮอริเคนลูกที่สาม (Hurricane Three)
พายุโซนร้อนขนาดเล็กก่อตัวขึ้นในวันที่ 26 มิถุนายน ห่างจากบราวน์สวิลล์ รัฐเท็กซัส ไปทางตะวันออก 125 ไมล์ และทวีกำลังแรงขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นพายุเฮอริเคนในวันที่ 27 มิถุนายน โดยมีลมแรงสูงสุด 80 ไมล์ต่อชั่วโมง และขึ้นฝั่งใกล้กับพอร์ตอารันซัส (Port Aransas) ด้วยความกดอากาศ 987 มิลลิบาร์
พายุลูกนี้ทำให้เกิดคลื่นพายุซัดฝั่ง (Storm Tide) สูง 3.8 ฟุต และทำให้เรือเล็กจำนวนมากพลิกคว่ำหรือถูกซัดขึ้นฝั่ง ลมกระโชกแรงถึง 90 ไมล์ต่อชั่วโมงในอินเกิลไซด์ (Ingleside) และ 80 ไมล์ต่อชั่วโมงในพอร์ตอารันซัส สร้างความเสียหายแก่หอหล่อเย็นในโรงกลั่นน้ำมันและบ้านเรือน โดยสร้างความเสียหายคิดเป็นมูลค่า 550,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ในปี 1936) แต่ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บ
คำถามที่พบบ่อย
ฤดูกาลพายุเฮอริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติก ปี 1936 มีความโดดเด่นอย่างไร?
มีความโดดเด่นตรงที่มีจำนวนพายุหมุนเขตร้อนที่พัฒนาเป็นพายุโซนร้อนจำนวนมาก (17 ลูก) ซึ่งเทียบเท่ากับปี 2017 และไม่มีพายุลูกใดเคลื่อนที่ผ่านพื่นที่ส่วนใหญ่ของทะเลแคริบเบียนเลย
ค่า ACE คืออะไรและมีความสำคัญอย่างไรในฤดูกาลนี้?
ACE (Accumulated Cyclone Energy) คือตัวชี้วัดพลังงานที่พายุหมุนเขตร้อนใช้ตลอดช่วงชีวิตของมัน โดยในปี 1936 มีค่า ACE อยู่ที่ 100 หน่วย ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ
พายุเฮอริเคนลูกที่สาม (Hurricane Three) สร้างความเสียหายอย่างไร?
พายุลูกนี้ขึ้นฝั่งที่รัฐเท็กซัส สร้างความเสียหายต่อโรงกลั่นน้ำมันและบ้านเรือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 550,000 ดอลลาร์สหรัฐในปี 1936 โดยไม่มีผู้เสียชีวิต

