พายุหมุนเขตร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ ข้อมูลและประวัติศาสตร์
สรุปใจความสำคัญ
- พายุหมุนเขตร้อนในแปซิฟิกใต้จะถูกจำแนกเป็น 'พายุรุนแรง' เมื่อมีความเร็วลมต่อเนื่อง 10 นาที มากกว่า 120 กม./ชม.
- ศูนย์พายุหมุนเขตร้อนนัดดิในฟิจิเป็นศูนย์อุตุนิยมวิทยาเฉพาะทางระดับภูมิภาค (RSMC) ที่ได้รับการรับรองโดย WMO
- ฤดูกาลพายุหมุนเขตร้อนในแปซิฟิกใต้มีช่วงเวลาหลักคือวันที่ 1 พฤศจิกายน ถึง 30 เมษายน ของทุกปี
พายุหมุนเขตร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้เป็นระบบความกดอากาศต่ำที่ไม่ใช่แนวปะทะอากาศ ซึ่งพัฒนาขึ้นในสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลที่อบอุ่นและมีแรงเฉือนของลมในแนวตั้งต่ำในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้
ลักษณะทางอุตุนิยมวิทยา
ในซีกโลกใต้มีพื้นที่ที่พายุหมุนเขตร้อนพัฒนาตัวขึ้นอย่างสม่ำเสมอ 3 พื้นที่หลัก ได้แก่:
- มหาสมุทรอินเดียตะวันตกเฉียงใต้: ระหว่างแอฟริกาและลองจิจูด 90 องศาตะวันออก
- ภูมิภาคออสเตรเลีย: ระหว่างลองจิจูด 90 องศาตะวันออกและ 160 องศาตะวันออก
- ลุ่มน้ำแปซิฟิกใต้: ระหว่างลองจิจูด 160 องศาตะวันออกและ 120 องศาตะวันตก
ลุ่มน้ำแปซิฟิกใต้ถูกติดตามโดยกรมอุตุนิยมวิทยาฟิจิและ MetService ของนิวซีแลนด์ โดยมีหน่วยงานอื่น ๆ เช่น สำนักงานอุตุนิยมวิทยาออสเตรเลีย และ NOAA ของสหรัฐอเมริกา ร่วมติดตามด้วย
เกณฑ์การจำแนกประเภทพายุ
ในภูมิภาคนี้ พายุจะถูกจำแนกเป็น พายุหมุนเขตร้อน (Tropical Cyclone) เมื่อมีความเร็วลมต่อเนื่อง 10 นาที มากกว่า 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และลมพัดวนรอบศูนย์กลางการหมุนเวียนในระดับต่ำอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ในขณะที่ พายุหมุนเขตร้อนรุนแรง (Severe Tropical Cyclone) จะถูกจำแนกเมื่อความเร็วลมต่อเนื่อง 10 นาที สูงกว่า 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ประวัติศาสตร์การศึกษาลุ่มน้ำแปซิฟิกใต้
พายุหมุนเขตร้อนเกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิกใต้มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยชาวโพลีนีเซียและนักเดินเรือโบราณมีความรู้เกี่ยวกับระบบเหล่านี้ ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปแบบของตำนานและเรื่องเล่าพื้นบ้าน
การบันทึกข้อมูลในยุคแรก
เมื่อชาวยุโรปเริ่มเข้ามาตั้งถิ่นฐานในแปซิฟิกใต้ พวกเขาเริ่มบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับพายุเหล่านี้ โดยในปี 1853 โทมัส ดอบสัน (Thomas Dobson) เป็นคนแรกที่รวบรวมข้อมูลพายุหมุนเขตร้อน 24 ลูก เพื่อพยายามทำความเข้าใจลักษณะของพายุ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในขณะนั้นยังมีความคลุมเครือเนื่องจากขาดแผนที่อากาศแบบซินอปติก
ต่อมาในปี 1893 อี. นิปปิง (E. Knipping) ได้รวบรวมรายงานและสมุดบันทึกการเดินเรือ เพื่อขยายรายชื่อพายุออกเป็น 120 ลูก และในช่วงทศวรรษ 1920 สตีเฟน ซาร์เจนท์ วิชเชอร์ (Stephen Sargent Visher) ได้ทำการวิจัยอย่างกว้างขวาง โดยเยี่ยมชมประเทศหมู่เกาะ เช่น ฟิจิ ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ เพื่อรวบรวมข้อมูลพายุ 259 ลูกที่เกิดขึ้นระหว่างปี 160 องศาตะวันออกและ 140 องศาตะวันตก
การพัฒนาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และหลังสงคราม
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 การดำเนินงานด้านอุตุนิยมวิทยาในแปซิฟิกได้รับการขยายตัวอย่างมากเพื่อตอบสนองความต้องการด้านการบินและปฏิบัติการทางทหาร เจ.ดับเบิลยู. ฮัตชิงส์ (J W Hutchings) ได้เขียนบทความเกี่ยวกับพายุ 43 ลูกระหว่างปี 1940 ถึง 1951 โดยใช้ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยานิวซีแลนด์
ต่อมาในปี 1956 จอห์น เฟลตเชอร์ กาไบเตส (John Fletcher Gabites) ได้ขยายงานวิจัยนี้ให้ครอบคลุมฤดูกาลพายุระหว่างปี 1952-1956 และเขียนบทความหลายฉบับในปี 1963 เกี่ยวกับเส้นทางเดินพายุที่หลากหลายในแปซิฟิกใต้
การเฝ้าระวังในยุคปัจจุบัน
ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 การนำภาพถ่ายดาวเทียมค้างฟ้า (Geostationary Satellite Imagery) มาใช้ ทำให้เหล่านักอุตุนิยมวิทยาสามารถติดตามการพัฒนาของพายุได้อย่างใกล้ชิด และลดโอกาสในการพลาดการตรวจพบพายุที่พัฒนาตัวเต็มที่ให้เหลือศูนย์
ในเดือนมิถุนายน 1995 ศูนย์พายุหมุนเขตร้อนนัดดิ (Nadi Tropical Cyclone Centre) ของกรมอุตุนิยมวิทยาฟิจิ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศูนย์อุตุนิยมวิทยาเฉพาะทางระดับภูมิภาค (RSMC) โดยองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO)
ฤดูกาลและปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
ฤดูกาลพายุหมุนเขตร้อนในลุ่มน้ำนี้เริ่มต้นวันที่ 1 กรกฎาคม และดำเนินไปตลอดทั้งปี โดยมีช่วงพีคของฤดูกาลพายุตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน ถึง 30 เมษายน
นอกจากนี้ กิจกรรมของพายุยังได้รับอิทธิพลจากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เช่น เอลนีโญ (El Niño) และ ลานีญา (La Niña) ซึ่งส่งผลต่อดัชนีการแกว่งตัวของซีกโลกใต้ (Southern Oscillation Index - SOI) และความถี่ในการเกิดพายุในภูมิภาค
คำถามที่พบบ่อย
พายุหมุนเขตร้อนในแปซิฟิกใต้แตกต่างจากพายุในภูมิภาคอื่นอย่างไร?
ความแตกต่างหลักอยู่ที่ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ (ระหว่างลองจิจูด 160°E และ 120°W) และเส้นทางเดินพายุที่มีลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งได้รับการศึกษาและวิจัยโดยนักอุตุนิยมวิทยาอย่าง จอห์น เฟลตเชอร์ กาไบเตส
หน่วยงานใดเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการติดตามพายุในภูมิภาคนี้?
กรมอุตุนิยมวิทยาฟิจิ (Fiji Meteorological Service) และ MetService ของนิวซีแลนด์ เป็นหน่วยงานหลักที่ติดตามลุ่มน้ำแปซิฟิกใต้
เทคโนโลยีใดที่เปลี่ยนโฉมการติดตามพายุในแปซิฟิกใต้?
การนำภาพถ่ายดาวเทียมค้างฟ้ามาใช้ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 ทำให้สามารถตรวจพบและติดตามพายุหมุนเขตร้อนได้ทุกลูกอย่างแม่นยำ

