กระดูกแอตลาส โครงสร้างและหน้าที่ของกระดูกสันหลังส่วนคอชิ้นแรก
สรุปใจความสำคัญ
- กระดูกแอตลาส (C1) เป็นกระดูกสันหลังส่วนคอชิ้นแรกที่ไม่มีตัวกระดูก (Body) แต่มีลักษณะเป็นวงแหวน
- ทำหน้าที่รองรับกะโหลกศีรษะและทำงานร่วมกับกระดูกแอกซิส (C2) เพื่อให้ศีรษะพยักหน้าและส่ายหน้าได้
- มีโครงสร้างพิเศษที่ยอมให้หลอดเลือดแดง vertebral artery และเส้นประสาททอดผ่านเข้าสู่สมอง
ในทางกายวิภาคศาสตร์ กระดูกแอตลาส (Atlas) หรือ C1 คือกระดูกสันหลังส่วนคอชิ้นแรกสุดที่อยู่ด้านบนสุดของกระดูกสันหลังทั้งหมด ตั้งอยู่ในบริเวณลำคอ มีหน้าที่สำคัญในการรองรับน้ำหนักของกะโหลกศีรษะและเชื่อมต่อศีรษะเข้ากับกระดูกสันหลังส่วนที่เหลือ
ที่มาของชื่อและประวัติ
ชื่อ "แอตลาส" มีที่มาจากตำนานกรีกโบราณ โดยแอตลาสเป็นยักษ์ที่ถูกลงโทษให้แบกท้องฟ้าไว้บนบ่า เช่นเดียวกับกระดูกชิ้นนี้ที่ต้องแบกรับน้ำหนักของศีรษะมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ในสมัยโรมันโบราณ คำว่าแอตลาสเคยถูกใช้เรียกกระดูกสันหลังส่วนคอชิ้นที่ 7 (C7) เนื่องจากมีลักษณะเหมาะสมในการรองรับภาระ จนกระทั่งประมาณปี ค.ศ. 1522 นักกายวิภาคศาสตร์จึงเปลี่ยนมาใช้เรียกกระดูกชิ้นแรก (C1) ว่าแอตลาสแทน ซึ่งนักวิชาการเชื่อว่าเป็นการสะท้อนแนวคิดในยุคเรเนซองส์ว่า ภาระที่แท้จริงของมนุษย์ได้เปลี่ยนจากภาระทางกายภาพบนบ่ามาเป็นภาระทางความคิดในสมอง
หน้าที่และการเคลื่อนไหว
กระดูกแอตลาสทำงานร่วมกับกระดูก แอกซิส (Axis) หรือ C2 ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังส่วนคอชิ้นที่สอง เพื่อสร้างข้อต่อที่ช่วยให้ศีรษะมีการเคลื่อนไหวที่กว้างกว่ากระดูกสันหลังส่วนอื่น ๆ โดยมีกลไกหลักดังนี้:
- การพยักหน้า: ข้อต่อระหว่างกระดูกแอตลาสและกะโหลกศีรษะ (Atlanto-occipital joint) ช่วยให้ศีรษะสามารถเคลื่อนไหวขึ้น-ลง หรือการพยักหน้าได้
- การส่ายหน้า: ส่วนที่เรียกว่า Dens (Odontoid process) ของกระดูกแอกซิส จะทำหน้าที่เป็นจุดหมุน (Pivot) ให้กระดูกแอตลาสและศีรษะที่เชื่อมอยู่สามารถหมุนซ้าย-ขวา หรือการส่ายหน้าได้
ในทางประสาทวิทยา กระดูกแอตลาสและแอกซิสมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นบริเวณที่ก้านสมอง (Brainstem) ทอดยาวลงมาเชื่อมต่อกับไขสันหลัง
ลักษณะทางกายวิภาค
ลักษณะเด่นที่สุดของกระดูกแอตลาสคือ ไม่มีตัวกระดูก (Body) ซึ่งปกติจะพบในกระดูกสันหลังชิ้นอื่น แต่ตัวกระดูกของ C1 ได้หลอมรวมเข้ากับกระดูกแอกซิส (C2) แทน ทำให้กระดูกแอตลาสมีลักษณะเป็นวงแหวน ประกอบด้วยส่วนสำคัญดังนี้:
ส่วนโค้งด้านหน้า (Anterior Arch)
มีลักษณะเป็นส่วนโค้งประมาณ 1 ใน 5 ของวงแหวน ด้านหน้ามีปุ่มกระดูก (Anterior tubercle) สำหรับยึดเกาะของกล้ามเนื้อ longus colli และเอ็น longitudinal ligament ส่วนด้านหลังเป็นแอ่งเรียบรูปวงรี (Fovea dentis) เพื่อใช้เชื่อมต่อกับส่วน dens ของกระดูกแอกซิส
ส่วนโค้งด้านหลัง (Posterior Arch)
มีลักษณะเป็นส่วนโค้งประมาณ 2 ใน 5 ของวงแหวน ปลายสุดคือปุ่มกระดูกด้านหลัง (Posterior tubercle) ซึ่งเป็นส่วนที่ลดรูปมาจาก spinous process ทำให้ไม่กีดขวางการเคลื่อนไหวระหว่างกระดูกแอตลาสและกะโหลกศีรษะ

บริเวณนี้ยังมีร่อง (Sulcus arteriae vertebralis) สำหรับให้หลอดเลือดแดง vertebral artery และเส้นประสาท suboccipital nerve ทอดผ่านเพื่อเข้าสู่กะโหลกศีรษะผ่านทาง foramen magnum
มวลด้านข้าง (Lateral Masses)
เป็นส่วนที่หนาและแข็งแรงที่สุดของกระดูกแอตลาส เพื่อรองรับน้ำหนักของศีรษะ โดยแต่ละข้างจะมีหน้าสัมผัสข้อต่อ (Articular facets) สองจุด:
- หน้าสัมผัสส่วนบน (Superior facets): มีลักษณะเป็นแอ่งรูปวงรี หันขึ้นด้านบนและเข้าหาศูนย์กลาง ทำหน้าที่เป็นเบ้าสำหรับ condyle ของกระดูกท้ายทอย (Occipital bone) ช่วยในการพยักหน้า
- หน้าสัมผัสส่วนล่าง (Inferior articular facets): มีลักษณะแบนหรือนูนเล็กน้อย หันลงด้านล่างและเข้าหาศูนย์กลาง เชื่อมต่อกับกระดูกแอกซิส ช่วยในการหมุนศีรษะ
ช่องกระดูกสันหลัง (Vertebral Foramen)
ช่องว่างกลางวงแหวนจะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนโดยเอ็น transverse atlantal ligament:
- ส่วนหน้า: มีขนาดเล็กกว่า เป็นที่อยู่ของ odontoid process ของกระดูกแอกซิส
- ส่วนหลัง: มีขนาดใหญ่กว่า เป็นทางผ่านของไขสันหลัง (Spinal cord) และเยื่อหุ้มไขสันหลัง
ส่วนยื่นด้านข้าง (Transverse Processes)
มีขนาดใหญ่ ยื่นออกไปทางด้านข้างและด้านล่างจากมวลด้านข้าง ทำหน้าที่เป็นจุดยึดเกาะของกล้ามเนื้อที่ช่วยในการหมุนศีรษะ
คำถามที่พบบ่อย
กระดูกแอตลาสแตกต่างจากกระดูกสันหลังชิ้นอื่นอย่างไร?
ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดคือกระดูกแอตลาสไม่มีตัวกระดูก (Body) และไม่มี spinous process ที่สมบูรณ์ แต่มีลักษณะเป็นวงแหวน ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับกะโหลกศีรษะและช่วยในการเคลื่อนไหวของศีรษะโดยเฉพาะ
หากกระดูกแอตลาสได้รับบาดเจ็บจะส่งผลอย่างไร?
เนื่องจากกระดูกแอตลาสเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างกะโหลกศีรษะและกระดูกสันหลัง และเป็นบริเวณที่ก้านสมองทอดยาวลงมา การบาดเจ็บรุนแรงบริเวณนี้อาจส่งผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลางและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
การพยักหน้าเกิดจากการทำงานของกระดูกชิ้นใด?
การพยักหน้าเกิดจากข้อต่อ atlanto-occipital ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวระหว่าง condyle ของกระดูกท้ายทอย (Occipital bone) และหน้าสัมผัสส่วนบน (Superior facets) ของกระดูกแอตลาส (C1)
