Bob Rogers อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศแอฟริกาใต้ผู้กล้าหาญ
สรุปใจความสำคัญ
- ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารอากาศแอฟริกาใต้ (Chief of the SAAF) และมียศสูงสุดเป็นพลโท
- มีประสบการณ์การรบในทั้งสงครามโลกครั้งที่สอง (ขับเครื่องบิน Hurricane และ Spitfire) และสงครามเกาหลี (ขับเครื่องบิน Mustang และ Sabre)
- เคยได้รับบาดเจ็บจนนิ้วขาดในระหว่างการรบ แต่ยังสามารถขับไล่เครื่องบินข้าศึก 4 เครื่องได้ในสงครามโลกครั้งที่สอง
- หลังเกษียณอายุราชการทหาร ได้เข้าสู่การเมืองและเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรค Democratic Party
Robert Harry Doherty Rogers (7 พฤศจิกายน 1921 – 3 มิถุนายน 2000) เป็นนายทหารระดับสูงผู้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารอากาศแอฟริกาใต้ (Chief of the South African Air Force - SAAF) เขาเป็นบุคคลที่มีประวัติการรับราชการทหารที่โดดเด่น โดยผ่านสมรภูมิสำคัญทั้งในสงครามโลกครั้งที่สองและสงครามเกาหลี ก่อนจะก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองในเวลาต่อมา
ชีวิตช่วงต้นและการศึกษา
Rogers เกิดที่เมือง Warden ในรัฐ Orange Free State ประเทศแอฟริกาใต้ เขาเป็นผู้มีความสามารถด้านการยิงปืนจนได้รับรางวัลระดับชาติ (Springbok colours) ในด้านการศึกษา เขาจบการศึกษาจาก Maritzburg College ในปี 1938 และได้เข้าศึกษาต่อในคณะแพทยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Witwatersrand จนถึงกลางปี 1940
เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองปะทุขึ้น Rogers ได้ตัดสินใจสละการเรียนแพทย์เพื่ออาสาสมัครเข้าเป็นทหารในกองทัพอากาศแอฟริกาใต้ (SAAF) โดยเริ่มจากการฝึกเป็นพลปืน (Air Gunner) และต่อมาได้เข้ารับการฝึกเป็นนักบินที่โรดีเซียใต้ (Southern Rhodesia)
เส้นทางอาชีพและการรบในสงครามโลกครั้งที่สอง
ในเดือนตุลาคม 1941 Rogers ถูกส่งตัวไปประจำการที่ฝูงบิน No. 208 ของกองทัพอากาศอังกฤษ (RAF) ในอียิปต์ เขาได้ขับเครื่องบินขับไล่รุ่น Hurricane และ Spitfire ปฏิบัติการในแอฟริกาเหนือ, ซิซิลี, อิตาลี และออสเตรีย
ในช่วงปี 1942 เขาเคยถูกยิงตกใกล้เมืองเบนกาซีแต่สามารถหลบหนีการจับกุมได้ และในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน แม้จะได้รับบาดเจ็บจนนิ้วขาด แต่เขายังคงต่อสู้กับเครื่องบิน ME 109 ของลุฟต์วัฟเฟอ (Luftwaffe) ถึง 4 เครื่องได้อย่างกล้าหาญ
ด้วยผลงานที่โดดเด่น ในเดือนธันวาคม 1943 เขาได้รับการเลื่อนยศเป็นพันโทและได้รับมอบหมายให้บัญชาการฝูงบิน No. 225 ของ RAF และในช่วงปลายสงคราม เขาได้กลับมาบัญชาการฝูงบิน 40 ของ SAAF ซึ่งเป็นฝูงบินเดิมของเขา
การปฏิบัติหน้าที่ในสงครามเกาหลีและการก้าวสู่ตำแหน่งสูงสุด
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง Rogers ได้รับการบรรจุเป็นนายทหารประจำการในยศร้อยเอก และดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง รวมถึงครูฝึกการบินและผู้ช่วยนายทหาร (Aide-de-Camp) ของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แห่งสหภาพแอฟริกาใต้
ในปี 1951 และ 1953 เขาได้เข้าร่วมสงครามเกาหลีในฐานะนักบินเครื่องบินทิ้งระเบิดขับไล่ โดยขับเครื่องบินรุ่น Mustang และ Sabre ซึ่งทำให้เขาได้รับเหรียญเกียรติยศมากมายจากทั้งสหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้
Rogers ดำรงตำแหน่งผู้บังคับบัญชาฝูงบิน 12 และ 24 ของ SAAF ตามลำดับ จนกระทั่งปลายปี 1974 เขาได้รับแต่งตั้งเป็นรักษาการผู้บัญชาการทหารอากาศ และได้รับการเลื่อนยศเป็นพลโทในเดือนมีนาคม 1975 พร้อมดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารอากาศแอฟริกาใต้อย่างเป็นทางการจนกระทั่งเกษียณอายุในปี 1979
ชีวิตหลังเกษียณและการเมือง
หลังจากเกษียณจากกองทัพในปี 1979 Rogers ได้ย้ายไปพำนักที่เมือง Knysna ในจังหวัด Cape Province ต่อมาในปี 1989 เขาได้เข้าสู่เส้นทางการเมืองโดยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (MP) ของพรรค Democratic Party สำหรับเขต Walmer เมือง Port Elizabeth และทำหน้าที่เป็นโฆษกด้านการป้องกันประเทศของพรรคในรัฐสภา
เกียรติยศและเครื่องราชอิสริยาภรณ์
ตลอดชีวิตการรับราชการ Rogers ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์มากมายจากหลายประเทศ เช่น:
- สหราชอาณาจักร: Distinguished Service Order (DSO), Distinguished Flying Cross and Bar (DFC & Bar)
- สหรัฐอเมริกา: Distinguished Flying Cross (DFC), Air Medal (พร้อม Oak leaf cluster)
- เกาหลีใต้: Order of Military Merit (Chungmu Cordon)
- แอฟริกาใต้: Order of the Star of South Africa, Southern Cross Medal และ Military Merit Medal (MMM)
คำถามที่พบบ่อย
Bob Rogers รับราชการในสงครามใดบ้าง?
เขาได้รับราชการในสงครามโลกครั้งที่สองและสงครามเกาหลี
ตำแหน่งสูงสุดทางทหารที่ Bob Rogers เคยได้รับคืออะไร?
เขาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารอากาศแอฟริกาใต้ (Chief of the South African Air Force) โดยมียศเป็นพลโท (Lieutenant General)
หลังจากเกษียณจากกองทัพ Bob Rogers ทำอาชีพอะไร?
เขาเข้าสู่เส้นทางการเมือง โดยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (MP) ของพรรค Democratic Party และเป็นโฆษกด้านการป้องกันประเทศ

