Burmantofts Pottery ตำนานเครื่องปั้นดินเผาและเซรามิกจากลีดส์
สรุปใจความสำคัญ
- ก่อตั้งขึ้นจากการค้นพบดินเหนียวทนไฟในเหมืองถ่านหินที่เมืองลีดส์ ประเทศอังกฤษ
- ผลิตทั้งเครื่องปั้นดินเผาเชิงศิลปะ (Art Pottery) และเซรามิกตกแต่งอาคารที่ทนทานต่อมลพิษในเมืองอุตสาหกรรม
- มีผลงานการออกแบบรูปทรงเครื่องปั้นดินเผามากกว่า 2,000 รูปแบบ และได้รับอิทธิพลจากศิลปะนวศิลป์และศิลปะตะวันออก
Burmantofts Pottery เป็นชื่อทางการค้าของบริษัทผู้ผลิตท่อเซรามิกและวัสดุก่อสร้างที่มีชื่อเสียง ซึ่งตั้งชื่อตามย่าน Burmantofts ในเมืองลีดส์ ประเทศอังกฤษ บริษัทนี้เริ่มต้นจากการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมที่เน้นการใช้งาน แต่ต่อมาได้ขยายตัวเข้าสู่การผลิตเครื่องปั้นดินเผาเชิงศิลปะและเซรามิกตกแต่งทางสถาปัตยกรรม เช่น กระเบื้องและอิฐเคลือบเงา

ประวัติความเป็นมาของบริษัท
ธุรกิจนี้เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1859 เมื่อมีการค้นพบดินเหนียวทนไฟ (fire clay) ในเหมืองถ่านหินของ William Wilcock และ John Lassey ต่อมาในปี 1863 John Holroyd ได้ซื้อหุ้นของ Lassey และเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Wilcock & Co

ในช่วงปี 1879 บริษัทได้ขยายการผลิตอิฐและกระเบื้องตกแต่งในโทนสีส้มหรือสีเหลืองนวล รวมถึงอิฐเคลือบเงา สถาปนิกชื่อดังอย่าง Alfred Waterhouse ได้นำวัสดุของบริษัทไปใช้ในการสร้าง Yorkshire College (1883) ในลีดส์ และ National Liberal Club (1884) ในลอนดอน นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 1880 บริษัทเริ่มผลิตเครื่องปั้นดินเผาเชิงศิลปะ เช่น แจกันและของตกแต่งบ้าน
ในปี 1888 บริษัทเปลี่ยนชื่อเป็น The Burmantofts Company และในปี 1889 ได้ควบรวมกิจการกับบริษัทอื่นๆ ในยอร์กเชียร์เพื่อก่อตั้ง The Leeds Fireclay Co. Ltd. ซึ่งกลายเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในประเทศในขณะนั้น บริษัทปิดตัวลงในปี 1957 โดยในขณะนั้นมีเตาเผาถึง 90 เตา บนพื้นที่ 16 เอเคอร์
เครื่องปั้นดินเผาเชิงศิลปะของ Burmantofts

งานศิลปะเซรามิกเหล่านี้ถูกผลิตขึ้นระหว่างปี 1880 ถึง 1904 โดยการผลักดันของ James Holroyd ผู้จัดการโรงงาน เพื่อตอบสนองตลาดชนชั้นกลางที่นิยมของตกแต่งบ้าน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากบริษัทอย่าง Mintons และ Royal Doulton
ความได้เปรียบของ Burmantofts คือการมีทั้งแหล่งถ่านหินและดินเหนียวบริสุทธิ์สูงถึง 4 ชนิดในพื้นที่เดียวกัน ความบริสุทธิ์ของดินทำให้สามารถขึ้นรูปได้ดีและไม่มีสารเหล็กเจือปน ซึ่งช่วยให้สีเคลือบมีความใสและเงางามแม้จะเผาในอุณหภูมิสูง
ผลงานในช่วงแรกเป็นงานศิลปะชิ้นเดี่ยว โดยเฉพาะสไตล์ barbotine (การปั้นนูนต่ำด้วยน้ำดิน) ต่อมาได้พัฒนากลายเป็นสายการผลิตที่มีรูปแบบมาตรฐาน ทั้งแบบสีเคลือบเดียวและแบบเขียนลายดอกไม้ มีรูปทรงที่บันทึกไว้มากกว่า 2,000 แบบ รวมถึงโถ แจกัน และขวด โดยมักจะมีตราประทับว่า 'Burmantofts Faience' หรือ 'BF' พร้อมหมายเลขรูปทรงที่ฐาน งานเหล่านี้ได้รับอิทธิพลจากศิลปะนวศิลป์ (Art Nouveau), เปอร์เซีย, จีน และญี่ปุ่น
เซรามิกตกแต่งทางสถาปัตยกรรม (Architectural Faience)


James Holroyd เล็งเห็นว่าอิฐเคลือบเงาที่สวยงามสามารถใช้เป็นวัสดุบุผิวอาคารที่ทนทานและสามารถล้างคราบเขม่าควันจากเมืองอุตสาหกรรมออกได้ง่าย ซึ่งดีกว่าการทาสี เขาได้ร่วมมือกับประติมากร Edward Caldwell Spruce และสถาปนิก Maurice Bingham Adams ในการออกแบบ
ในช่วงแรกมีการใช้ลวดลายนูนต่ำและสีสันหลากหลาย แต่ต่อมาตั้งแต่ปี 1904 บริษัทได้หันมาเน้นกระเบื้องผิวเรียบ โดยเฉพาะหินอ่อนเทียมที่เรียกว่า Marmo ซึ่งถูกนำไปใช้ใน Atlas House (ลีดส์) และ Michelin House (ลอนดอน) รวมถึงวัสดุ Lefco ที่มีลักษณะคล้ายหินแกรนิต ซึ่งใช้สำหรับตกแต่งสวน ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ผลิตต่อเนื่องจนกระทั่งบริษัทปิดตัวลงในปี 1957
ตัวอย่างสถานที่ที่ใช้วัสดุของ Burmantofts
- Atlas House, King Street, Leeds
- County Arcade, Leeds
- Great Hall, University of Leeds
- Shire Hall, Durham
- Centurion Bar, Newcastle Central Station
- Michelin House, South Kensington, London
- National Liberal Club, London
- London Road Fire Station, Manchester
- Midland Hotel, Manchester
- Peveril of Peak, Manchester
คำถามที่พบบ่อย
Burmantofts Pottery ผลิตอะไรบ้าง?
ผลิตตั้งแต่ท่อเซรามิกและวัสดุก่อสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงเครื่องปั้นดินเผาเชิงศิลปะ เช่น แจกัน โถ และเซรามิกตกแต่งทางสถาปัตยกรรม เช่น อิฐเคลือบเงาและกระเบื้องบุผิวอาคาร
ทำไมเครื่องปั้นดินเผาของ Burmantofts ถึงมีคุณภาพสูง?
เพราะบริษัทมีแหล่งดินเหนียวบริสุทธิ์สูงถึง 4 ชนิดในพื้นที่ผลิต ซึ่งมีปริมาณเหล็กต่ำ ทำให้สีเคลือบมีความใสและเงางาม ไม่เปลี่ยนสีเมื่อเผาในอุณหภูมิสูง
ทำไมบริษัทถึงปิดตัวลงในปี 1957?
สาเหตุหลักมาจากการแข่งขันจากสินค้าต่างประเทศที่มีราคาถูกกว่า ซึ่งทำให้ความสามารถในการทำกำไรลดลงจนต้องปิดกิจการในที่สุด
