ภาวะผมร่วงเป็นแผลเป็นบริเวณกลางศีรษะ
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นภาวะผมร่วงถาวรเนื่องจากรากผมถูกแทนที่ด้วยเนื้อเยื่อแผลเป็น
- มักพบในประชากรแอฟริกัน-อเมริกัน โดยเริ่มร่วงจากบริเวณกลางศีรษะและขยายออกด้านข้าง
- อาจมีอาการคัน เจ็บ หรือหนังศีรษะบางและเรียบเป็นมันวาวในระยะท้าย
- การวินิจฉัยแยกโรคมีความสำคัญเนื่องจากมีลักษณะคล้ายกับภาวะผมร่วงจากพันธุกรรม
ภาวะผมร่วงเป็นแผลเป็นบริเวณกลางศีรษะ (Central Centrifugal Cicatricial Alopecia หรือ CCCA) เป็นความผิดปกติของเส้นผมและหนังศีรษะที่ทำให้เกิดการสูญเสียเส้นผมอย่างถาวร เนื่องจากรากผมถูกทำลายและแทนที่ด้วยเนื้อเยื่อแผลเป็น ซึ่งมักพบในกลุ่มประชากรแอฟริกัน-อเมริกัน โดยมีลักษณะการร่วงที่เริ่มจากบริเวณกลางศีรษะและขยายตัวออกไปสู่ด้านข้าง
ลักษณะอาการและการแสดงออก
CCCA มักเริ่มต้นที่บริเวณเส้นกลางศีรษะ (Sagittal midline) และมีลักษณะสมมาตรทั้งสองข้าง เมื่อโรคดำเนินไปจะเกิดการสร้างแผลเป็นบนหนังศีรษะ ซึ่งอาจครอบคลุมเพียงส่วนบนของศีรษะ หรือลุกลามจนมีลักษณะคล้ายกับภาวะผมร่วงในเพศชายระดับรุนแรง (Hamilton–Norwood scale Type VI หรือ VII)
ในระยะเริ่มต้น ผู้ป่วยอาจมีอาการดังต่อไปนี้:
- อาการคัน (Pruritus)
- ความรู้สึกผิดปกติทางผิวหนัง (Dysesthesias)
- อาการกดเจ็บ (Tenderness)
เมื่อตรวจร่างกายจะพบว่าผิวหนังบริเวณที่ผมร่วงมีความบางลง รูขุมขนลดน้อยลง และในระยะท้ายของโรค หนังศีรษะอาจมีลักษณะเรียบเป็นมันวาว
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
กลไกการเกิดโรคของ CCCA ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด จึงยังไม่มีข้อสรุปเรื่องสาเหตุที่พิสูจน์ได้ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม มีสมมติฐานหลายประการที่พยายามอธิบายการเกิดโรค:
- ปัจจัยด้านการจัดแต่งทรงผม: ในอดีตเชื่อว่าเกิดจากการใช้หวีร้อน (Hot comb) ร่วมกับปิโตรเลียมเจลลี่ ซึ่งทำให้เกิดการเผาไหม้ที่รากผม แต่ภายหลังพบว่าผู้ป่วยจำนวนมากไม่มีประวัติการใช้เทคนิคดังกล่าว
- ปัจจัยอื่น ๆ: มีการสันนิษฐานว่าการใช้สารเคมีในการยืดผม (Relaxers), การถักเปียที่แน่นเกินไป, การต่อผม, หรือการใช้เจลและน้ำมันแต่งผมบางชนิด อาจเป็นปัจจัยส่งเสริม
- กลไกทางพยาธิวิทยา: ทฤษฎีหนึ่งระบุว่าอาจเกิดจากแรงกดที่กระทำต่อปลอกรากผมชั้นใน (Internal root sheath) นำไปสู่การอักเสบและการระดมเซลล์อักเสบเข้ามาในบริเวณนั้น จนเกิดเป็นแผลเป็นในที่สุด
ทั้งนี้ มีสมมติฐานว่า CCCA อาจเป็นระยะสุดท้ายของภาวะผมร่วงจากการดึงรั้ง (Traction Alopecia) แต่ทฤษฎีนี้ได้รับการยอมรับน้อยเนื่องจากผู้ป่วยหลายรายไม่ได้มีพฤติกรรมการจัดแต่งทรงผมที่ทำให้เกิดแรงดึงรั้ง
ลักษณะทางพยาธิวิทยา
จากการตรวจทางพยาธิวิทยาของเนื้อเยื่อ พบลักษณะเด่นดังนี้:
- มีการสะสมของเซลล์ลิมโฟไซต์รอบรูขุมขน (Perifollicular lymphocytic infiltrate)
- เกิดพังผืดล้อมรอบเป็นชั้น ๆ (Concentric lamellar fibrosis) ในชั้นหนังแท้ส่วนบน (Papillary dermis)
- การสูญเสียต่อมไขมัน (Sebaceous gland loss)
- การสลายตัวก่อนกำหนดของปลอกรากผมชั้นใน
- อาจพบการอักเสบแบบแกรนูโลมา (Granulomatous inflammation) ซึ่งเป็นผลมาจากการแตกของรูขุมขน
การวินิจฉัยและการจำแนกคำศัพท์
CCCA มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นภาวะผมร่วงจากพันธุกรรมและฮอร์โมน (Androgenetic alopecia) เนื่องจากมีรูปแบบการร่วงที่คล้ายคลึงกัน การวินิจฉัยที่ถูกต้องจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
คำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
ในอดีตและในเอกสารทางการแพทย์มีการใช้คำเรียกภาวะนี้แตกต่างกัน เช่น:
- Hot comb alopecia (ภาวะผมร่วงจากหวีร้อน)
- Follicular degeneration syndrome (กลุ่มอาการเสื่อมของรูขุมขน)
- Pseudopelade ในกลุ่มคนผิวสี
นอกจากนี้ ยังมีคำว่า Central Centrifugal Scarring Alopecia (CCSA) ซึ่งเป็นคำกว้าง ๆ ที่ใช้เรียกกลุ่มโรคผมร่วงเป็นแผลเป็นที่เกิดขึ้นบริเวณกลางศีรษะ ซึ่งรวมถึง CCCA และโรคอื่น ๆ เช่น Folliculitis decalvans
การรักษา
ปัจจุบันการรักษายังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาวิจัยและยังไม่มีวิธีที่สามารถทำให้ผมกลับมางอกใหม่ได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากเป็นภาวะผมร่วงแบบเป็นแผลเป็น (Cicatricial alopecia) ซึ่งรากผมถูกทำลายไปอย่างถาวร
แนวทางการรักษาที่เคยมีการนำมาใช้เพื่อลดการอักเสบและชะลอการลุกลาม ได้แก่:
- การใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดทาความเข้มข้นสูง
- ยาปฏิชีวนะ
- ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น Tacrolimus หรือ Pimecrolimus
- ยาต้านแอนโดรเจน หรือยายับยั้งเอนไซม์ 5-alpha Reductase
คำถามที่พบบ่อย
CCCA แตกต่างจากผมร่วงจากพันธุกรรมอย่างไร?
CCCA เป็นภาวะผมร่วงแบบเป็นแผลเป็น (Cicatricial alopecia) ซึ่งทำให้รากผมถูกทำลายถาวรและไม่สามารถงอกใหม่ได้ ในขณะที่ผมร่วงจากพันธุกรรม (Androgenetic alopecia) เป็นการฝ่อตัวของรูขุมขนแต่รากผมยังคงอยู่ ซึ่งสามารถรักษาด้วยยาเพื่อชะลอการร่วงได้
การเปลี่ยนวิธีจัดแต่งทรงผมสามารถรักษา CCCA ได้หรือไม่?
จากการศึกษาพบว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลเส้นผมไม่สามารถทำให้ผมที่ร่วงไปแล้วกลับมางอกใหม่ได้ เนื่องจากเนื้อเยื่อบริเวณนั้นได้กลายเป็นแผลเป็นไปแล้ว
ใครคือกลุ่มเสี่ยงของภาวะนี้?
ภาวะนี้พบได้บ่อยที่สุดในกลุ่มประชากรแอฟริกัน-อเมริกัน ทั้งในเพศชายและเพศหญิง โดยมักเริ่มแสดงอาการในช่วงอายุ 20 ปี


