เกณฑ์การประเมินความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง CHA2DS2-VASc
สรุปใจความสำคัญ
- CHA2DS2-VASc ใช้ประเมินความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองในผู้ป่วยหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (AF)
- CHA2DS2-VASc พัฒนาต่อยอดจาก CHADS2 โดยเพิ่มปัจจัยด้านอายุ เพศ และโรคหลอดเลือด
- เกณฑ์ CHA2DS2-VA (2024) ได้นำปัจจัยด้านเพศออกเพื่อความเรียบง่ายและความครอบคลุมทางเพศสภาพ
- ผู้ป่วยที่มีคะแนน 2 ขึ้นไปมักได้รับคำแนะนำให้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (OAC)
CHA2DS2-VASc และ CHADS2 คือกฎการทำนายทางคลินิก (Clinical Prediction Rules) ที่ใช้สำหรับประเมินความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วชนิดที่ไม่เกี่ยวข้องกับลิ้นหัวใจ (Non-rheumatic/Non-valvular Atrial Fibrillation - AF) ซึ่งเป็นภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะที่รุนแรงและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในสมอง
กลไกการเกิดโรคและความสำคัญของการประเมิน
ในผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว เลือดในห้องหัวใจส่วนบนอาจเกิดการหยุดนิ่ง (Stasis) นำไปสู่การก่อตัวของลิ่มเลือด (Mural Thrombus) ซึ่งหากลิ่มเลือดนี้หลุดเข้าสู่กระแสเลือดและเดินทางไปถึงสมอง จะทำให้การไหลเวียนของเลือดถูกตัดขาดและก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันได้
แพทย์จึงใช้เกณฑ์คะแนนเหล่านี้เพื่อตัดสินใจว่าผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulation therapy) หรือยาต้านเกล็ดเลือด (Antiplatelet therapy) เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว โดยคะแนนที่สูงขึ้นจะบ่งชี้ถึงความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองที่เพิ่มมากขึ้น
วิวัฒนาการของเกณฑ์การประเมิน
1. CHADS2 Score
เป็นเกณฑ์การประเมินรุ่นแรกที่เน้นความเรียบง่ายและได้รับการตรวจสอบความถูกต้องผ่านการศึกษาจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม CHADS2 ไม่ได้ครอบคลุมปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญบางประการ ทำให้การจำแนกผู้ป่วยกลุ่มความเสี่ยงต่ำทำได้ไม่ละเอียดพอ
2. CHA2DS2-VASc Score
ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อปรับปรุงข้อบกพร่องของ CHADS2 โดยการเพิ่มปัจจัยเสี่ยง (Stroke Risk Modifiers) เข้าไป ได้แก่ ช่วงอายุ 65–74 ปี, เพศหญิง และโรคหลอดเลือด (Vascular disease) นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มน้ำหนักคะแนนสำหรับผู้ที่มีอายุ 75 ปีขึ้นไปให้เป็น 2 คะแนน
คะแนนสูงสุดของ CHADS2 คือ 6 คะแนน ในขณะที่ CHA2DS2-VASc มีคะแนนสูงสุดคือ 9 คะแนน (เนื่องจากเกณฑ์อายุจะให้คะแนนสูงสุดเพียง 2 คะแนน ไม่ใช่การบวกสะสมทุกช่วงอายุ)
3. CHA2DS2-VA Score (เกณฑ์ปี 2024)
ในปี 2024 แนวทางปฏิบัติของสมาคมโรคหัวใจแห่งยุโรป (ESC) ได้เสนอเกณฑ์ CHA2DS2-VA ซึ่งเป็นการปรับลดความซับซ้อนของ CHA2DS2-VASc โดยการ นำปัจจัยด้านเพศออก เนื่องจากมีการอภิปรายว่าเพศหญิงอาจเป็นเพียงปัจจัยปรับเปลี่ยนความเสี่ยงตามอายุ ไม่ใช่ปัจจัยเสี่ยงอิสระในตัวเอง นอกจากนี้ยังเพื่อให้ครอบคลุมผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ (Non-binary, Transgender) หรือผู้ที่ได้รับฮอร์โมนบำบัด
คำแนะนำในการรักษาตามเกณฑ์คะแนน
แนวทางปฏิบัติจากสมาคมโรคหัวใจแห่งยุโรป (ESC) และสถาบัน National Institute for Health and Care Excellence (NICE) มีคำแนะนำดังนี้:
- คะแนน 2 ขึ้นไป: แนะนำให้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทาน (Oral Anticoagulation - OAC) เช่น วาร์ฟาริน (Vitamin K Antagonist) หรือยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดใหม่ (DOACs เช่น Dabigatran, Rivaroxaban, Edoxaban หรือ Apixaban)
- ความเสี่ยงต่ำ (ผู้ชายคะแนน 0 หรือ ผู้หญิงคะแนน 1): ไม่แนะนำให้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด
- ผู้ชายที่มีคะแนน 1: อาจพิจารณาใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด โดยต้องประเมินร่วมกับความต้องการและคุณค่าของผู้ป่วย
ข้อจำกัดและข้อควรระวัง
ประสิทธิภาพในการทำนายความเสี่ยงของเกณฑ์เหล่านี้อาจลดลงในผู้ป่วยที่มีภาวะการทำงานของไตบกพร่อง ซึ่งจากการศึกษาพบว่าความแม่นยำในการจำแนกกลุ่มผู้ป่วย (Discrimination) และการปรับเทียบ (Calibration) ในกลุ่มนี้อยู่ในระดับต่ำ
คำถามที่พบบ่อย
CHA2DS2-VASc ต่างจาก CHADS2 อย่างไร?
CHA2DS2-VASc เป็นการปรับปรุง CHADS2 โดยเพิ่มปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ อายุ 65-74 ปี, เพศหญิง และโรคหลอดเลือด รวมถึงเพิ่มคะแนนสำหรับผู้ที่มีอายุ 75 ปีขึ้นไป ทำให้สามารถจำแนกผู้ป่วยกลุ่มความเสี่ยงต่ำได้แม่นยำกว่า
ทำไมถึงต้องประเมินคะแนนนี้ในผู้ป่วย AF?
เพราะภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (AF) ทำให้เลือดไหลเวียนช้าและเกิดลิ่มเลือดในหัวใจ ซึ่งอาจหลุดไปอุดตันในสมองทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) การประเมินคะแนนจะช่วยให้แพทย์ตัดสินใจเรื่องการใช้ยาละลายลิ่มเลือดได้อย่างเหมาะสม
เกณฑ์ CHA2DS2-VA คืออะไร?
เป็นเกณฑ์ที่เสนอโดย ESC ในปี 2024 ซึ่งตัดปัจจัยเรื่องเพศออกจาก CHA2DS2-VASc เพื่อลดความซับซ้อนในการปฏิบัติงานทางคลินิกและเพื่อให้ครอบคลุมผู้ป่วยทุกเพศสภาพ
คะแนนเท่าไหร่ถึงควรได้รับยาต้านการแข็งตัวของเลือด?
โดยทั่วไปตามแนวทางของ ESC และ NICE หากมีคะแนน 2 ขึ้นไป แนะนำให้ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (OAC) ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงต่ำ (ชาย 0, หญิง 1) ไม่แนะนำให้ใช้ยา
