โบสถ์เซนต์แมรีเดอะเกรต เมืองเคมบริดจ์
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นโบสถ์ประจำมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์และโบสถ์ประจำเขตแพริชในสังกัดคริสตจักรแห่งอังกฤษ
- เป็นต้นแบบของเสียงระฆัง 'Cambridge Quarters' ที่ใช้ในหอนาฬิกาบิ๊กเบน
- มีสมาคมตีระฆัง (Society of Cambridge Youths) ที่อ้างว่าเป็นสมาคมตีระฆังที่เก่าแก่ที่สุดในบริเตน
- อาคารปัจจุบันสร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1478-1519 ในสถาปัตยกรรมแบบ Late Perpendicular
โบสถ์เซนต์แมรีเดอะเกรต (Church of St Mary the Great) หรือที่รู้จักกันในท้องถิ่นว่า Great St Mary's หรือ GSM เป็นโบสถ์ประจำเขตแพริชและโบสถ์ประจำมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ สังกัดคริสตจักรแห่งอังกฤษ (Church of England) ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของถนนคิงส์พาเรด (King's Parade) ใจกลางเมืองเคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ โบสถ์แห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นอาคารอนุรักษ์ระดับ Grade I โดย Historic England

บทบาทสำคัญต่อมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์
นอกจากการเป็นโบสถ์ประจำเขตแพริชในสังกัดสังฆมณฑลอีลี (Diocese of Ely) แล้ว โบสถ์แห่งนี้ยังทำหน้าที่เป็นโบสถ์ประจำมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในด้านกฎระเบียบของมหาวิทยาลัย เช่น ข้อกำหนดที่ระบุว่าเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยต้องพำนักอยู่ในรัศมี 20 ไมล์ และนักศึกษาระดับปริญญาตรีต้องพำนักอยู่ในรัศมี 3 ไมล์จากโบสถ์เซนต์แมรีเดอะเกรต
นอกจากนี้ โบสถ์ยังเป็นสถานที่จัด "การเทศนาของมหาวิทยาลัย" (University Sermons) และเป็นที่เก็บรักษาออร์แกนประจำมหาวิทยาลัย รวมถึงนาฬิกาประจำมหาวิทยาลัย ซึ่งส่งเสียงสัญญาณ "Cambridge Quarters" ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นต้นแบบให้กับเสียงระฆังของหอนาฬิกาบิ๊กเบน (Big Ben) ในรัฐสภาอังกฤษ
ประวัติความเป็นมา

หลักฐานการกล่าวถึงโบสถ์แห่งนี้ครั้งแรกปรากฏในบันทึกปี ค.ศ. 1205 เมื่อพระเจ้าจอห์นทรงแต่งตั้ง โทมัส เด ชิเมลีย์ (Thomas de Chimeleye) ให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส แม้ว่ารากฐานของโบสถ์อาจย้อนไปได้ถึงปี ค.ศ. 1010 แต่ตัวอาคารส่วนใหญ่ถูกทำลายโดยไฟไหม้ครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ค.ศ. 1290 และถูกสร้างขึ้นใหม่ในเวลาต่อมา
ในช่วงแรกโบสถ์เป็นที่รู้จักในชื่อ "โบสถ์เซนต์แมรีเดอะเวอร์จิน" (The Church of St Mary the Virgin) จนกระทั่งปี ค.ศ. 1352 จึงเปลี่ยนมาใช้ชื่อปัจจุบัน สิทธิในการแต่งตั้งเจ้าอาวาสเคยเป็นของกษัตริย์ ก่อนจะถูกโอนไปยังคิงส์ฮอลล์ (King's Hall) ในปี ค.ศ. 1342 และต่อมาเมื่อพระเจ้าเฮนรีที่ 8 ทรงรวมคิงส์ฮอลล์เข้ากับวิทยาลัยทรีนิตี (Trinity College) สิทธินี้จึงตกเป็นของวิทยาลัยทรีนิตีตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ ได้แก่ การถูกบุกรุกในช่วงกบฏชาวนา (Peasants' Revolt) ปี ค.ศ. 1381 ซึ่งเอกสารสำคัญและโฉนดของมหาวิทยาลัยถูกทำลาย และการเป็นสถานที่ประชุมและโต้เถียงอย่างเป็นทางการของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์จนถึงปี ค.ศ. 1730 ก่อนที่จะมีการสร้างอาคารวุฒิสภา (Senate House) ขึ้นฝั่งตรงข้าม
อาคารปัจจุบันถูกสร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1478 ถึง 1519 โดยได้รับเงินสนับสนุนหลักจากพระเจ้า ริชาร์ดที่ 3 และพระเจ้าเฮนรีที่ 7 ส่วนหอคอยสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1608
บุคคลสำคัญและการปฏิรูปศาสนา
ในช่วงการปฏิรูปศาสนาในอังกฤษ นักปรัชญาชั้นนำหลายท่านได้มาเทศนาที่นี่ รวมถึง อีราสมุส (Erasmus) นอกจากนี้ มาร์ติน บูเซอร์ (Martin Bucer) ผู้มีอิทธิพลต่อการเขียนหนังสือสวดมนต์ร่วม (Book of Common Prayer) ของโทมัส แครนเมอร์ ได้ถูกฝังร่างไว้ที่นี่ แม้ว่าในสมัยพระนางเจ้าแมรีที่ 1 ร่างของเขาจะถูกขุดขึ้นมาเผาในตลาด แต่ในสมัยพระนางเจ้าเอลิซาเบธที่ 1 เถ้าถ่านของเขาได้ถูกนำกลับมาบรรจุไว้ในโบสถ์อีกครั้ง ซึ่งปัจจุบันอยู่ภายใต้แผ่นทองเหลืองบริเวณทางเดินด้านใต้ของแท่นบูชา
สถาปัตยกรรมและลักษณะเด่น
โบสถ์ถูกออกแบบในสถาปัตยกรรมแบบ Late Perpendicular (กอทิกตอนปลาย) กระจกสีภายในโบสถ์เป็นผลงานของ Hardman ซึ่งติดตั้งในช่วงปี ค.ศ. 1867–1869
เพื่อให้รองรับผู้เข้าฟังจำนวนมากในการเทศนาของมหาวิทยาลัย ซึ่งในสมัยก่อนเป็นกิจกรรมบังคับ จึงมีการเพิ่มระเบียงที่นั่ง (Galleries) ในปี ค.ศ. 1735 นอกจากนี้ ภายในโบสถ์ยังมีธรรมาสน์แบบเคลื่อนย้ายได้ ซึ่งหาได้ยากในอังกฤษ และมีรูปปั้น "พระคริสต์ในพระสิริ" (Christ in Majesty) ผลงานของ Alan Durst ที่สร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1960 ตั้งอยู่หลังแท่นบูชาหลัก
ระฆังและหอระฆัง
เดิมทีระฆังถูกแขวนไว้ในโครงสร้างไม้ในบริเวณลานโบสถ์ ก่อนจะถูกย้ายขึ้นหอคอยในปี ค.ศ. 1515 ในปี ค.ศ. 1724 ได้มีการก่อตั้ง Society of Cambridge Youths เพื่อดูแลการตีระฆัง ซึ่งสมาคมนี้อ้างว่าเป็นสมาคมตีระฆังที่เก่าแก่ที่สุดในบริเตน และเก่าแก่เป็นอันดับสองของโลกที่มีประวัติการตีระฆังอย่างต่อเนื่อง
ในปี ค.ศ. 2009 ได้มีการเปลี่ยนชุดระฆังใหม่ซึ่งหล่อโดยบริษัท Taylors Eayre and Smith Ltd ประกอบด้วยระฆัง 13 ใบ ในคีย์ D โดยมีระฆังใบใหญ่ที่สุด (Tenor) หนัก 24 cwt
ออร์แกน
โบสถ์เซนต์แมรีเดอะเกรตมีความพิเศษตรงที่มีออร์แกนท่อ (Pipe Organ) สองชุดแยกจากกัน คือ "ออร์แกนประจำแพริช" (Parish Organ) ในส่วน Chancel สำหรับพิธีกรรมทั่วไป และ "ออร์แกนประจำมหาวิทยาลัย" (University Organ) ในระเบียงทิศตะวันตก ซึ่งเป็นสมบัติของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ โดยออร์แกนประจำมหาวิทยาลัยถูกซื้อมาครั้งแรกในปี ค.ศ. 1698 สร้างโดย Bernard Smith และผ่านการบูรณะครั้งใหญ่หลายครั้ง รวมถึงในปี ค.ศ. 1870 โดย William Hill และการบูรณะครั้งล่าสุดในปี ค.ศ. 1995 โดย Mander Organs
คำถามที่พบบ่อย
โบสถ์เซนต์แมรีเดอะเกรตมีความสำคัญอย่างไรต่อมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์?
เป็นโบสถ์ประจำมหาวิทยาลัยที่ใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา การเทศนาของมหาวิทยาลัย และมีบทบาทในกฎระเบียบของมหาวิทยาลัย เช่น การกำหนดระยะห่างที่พักอาศัยของเจ้าหน้าที่และนักศึกษา
เสียงระฆังของโบสถ์แห่งนี้เกี่ยวข้องกับบิ๊กเบนอย่างไร?
นาฬิกาประจำมหาวิทยาลัยในโบสถ์แห่งนี้ส่งเสียงสัญญาณ 'Cambridge Quarters' ซึ่งต่อมาถูกนำไปใช้เป็นต้นแบบให้กับหอนาฬิกาบิ๊กเบนในลอนดอน
ใครคือบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับโบสถ์แห่งนี้?
บุคคลสำคัญ ได้แก่ อีราสมุส นักปรัชญาผู้มีชื่อเสียง และ มาร์ติน บูเซอร์ นักปฏิรูปศาสนาที่ร่างร่างของเขาถูกฝังและบรรจุเถ้าถ่านไว้ที่นี่
สถาปัตยกรรมของโบสถ์เป็นแบบใด?
สถาปัตยกรรมเป็นแบบ Late Perpendicular ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของศิลปะกอทิกตอนปลายของอังกฤษ

