Civitas ความหมายและบทบาทของพลเมืองในโรมโบราณ
สรุปใจความสำคัญ
- Civitas ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่เมือง แต่หมายถึงถึงสัญญาทางสังคมและสิทธิหน้าที่ของพลเมือง
- แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักคือ รัฐพันธมิตร (foederatae), เมืองอิสระ (liberae) และรัฐที่ต้องจ่ายส่วย (stipendariae)
- มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและจัดเก็บภาษีให้แก่จักรวรรดิโรมัน
- แตกต่างจาก Coloniae และ Municipia ในด้านที่มาและสถานะทางกฎหมาย
ในสมัยโรมโบราณ คำว่า Civitas (อ่านว่า คิวีตาส) ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ "เมือง" ในเชิงกายภาพเท่านั้น แต่ยังมีความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้น โดยหมายถึง องค์กรทางสังคมของเหล่าพลเมือง (cives) ที่รวมตัวกันภายใต้กฎหมายเดียวกัน ซึ่งมอบทั้งสิทธิและหน้าที่ (munera) ให้แก่สมาชิกทุกคน
ข้อตกลงร่วมกันนี้ (concilium) ก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า res publica หรือ "กิจการสาธารณะ" ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่บุคคลสามารถเกิดมาเป็นสมาชิก หรือถูกรับเลือกให้เข้ามา และอาจเสียชีวิตหรือถูกขับออกไป ดังนั้น Civitas จึงไม่ใช่เพียงการรวมกลุ่มของพลเมือง แต่เป็นสัญญาผูกพันที่ทำให้ทุกคนมีสถานะเป็นพลเมือง (civis) อย่างสมบูรณ์
ประวัติของคำว่า Civitas
คำว่า Civitas เป็นคำนามนามธรรมที่พัฒนามาจากคำว่า civis ซึ่งแปลว่าพลเมือง นักประวัติศาสตร์ Claude Nicolet ได้สืบย้อนแนวคิดเรื่องพลเมืองในโรมกลับไปถึงการรวมตัวกันของชาวโรมันและชาวเซบีน (Sabines) ตามตำนานอาณาจักรโรมัน โดยทั้งสองกลุ่มได้เข้าร่วมพิธีรวมตัวกันและถูกเรียกว่า Quirites ซึ่งมาจากชื่อเมือง Cures ของชาวเซบีน
กลุ่มคนเหล่านี้กลายเป็น curiae หรือสภาย่อย ซึ่งมีเพียงผู้ชายเท่านั้นที่มีสิทธิ์เข้าร่วมการปกครอง โดยคำว่า cives ในเชิงนิรุกติศาสตร์อาจมาจากรากศัพท์อินโด-ยูโรเปียน kei- ที่แปลว่า "นอนลง" หรือในความหมายว่า "สมาชิกของบ้านหลังเดียวกัน" ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้คนสองกลุ่มได้มาอยู่ภายใต้หลังคาเดียวกันนั่นเอง

ประเภทของ Civitates ในจักรวรรดิโรมัน
เมื่อจักรวรรดิโรมันขยายตัว ประชากรในจังหวัดห่างไกลจะถูกจัดประเภทเป็น dediticii (ผู้ยอมจำนน) หรือถูกปฏิบัติในฐานะรัฐพันธมิตรที่มีความเป็นอิสระบางส่วน โดยชุมชนพื้นเมืองที่มีอำนาจปกครองตนเองภายใต้การปกครองของโรมแบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้:
- Civitates foederatae: รัฐพันธมิตรที่มีสถานะเท่าเทียมและเป็นอิสระอย่างเป็นทางการ โดยมีสนธิสัญญา (foedus) เป็นตัวผูกพัน
- Civitates liberae: เมืองอิสระที่ได้รับสิทธิพิเศษจากโรม เช่น การยกเว้นภาษี (liberae et immunes)
- Civitates stipendariae: รัฐที่ต้องจ่ายส่วย ซึ่งเป็นกลุ่มที่พบได้บ่อยที่สุด แม้จะมีการปกครองภายในที่เป็นอิสระ แต่ต้องส่งภาษีให้แก่โรม
การพัฒนาเมืองและบทบาททางเศรษฐกิจ
ในยุคหลังของจักรวรรดิ คำว่า Civitas ถูกนำมาใช้เรียกเขตการปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดที่สงบสุข เพื่อทำหน้าที่บริหารงานพลเรือน พื้นที่ที่จะกลายเป็น Civitas จะถูกแบ่งสรรที่ดินให้แก่คนท้องถิ่นและรัฐบาลพลเรือน พร้อมทั้งมีการวางผังเมืองแบบตาราง (grid system) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น
Civitas แตกต่างจาก vici (หมู่บ้านที่โตขึ้นรอบค่ายทหาร), coloniae (นิคมของทหารเกษียณ) และ municipia (หน่วยการเมืองที่สร้างจากชุมชนเดิม) โดย Civitas จะเป็นเมืองตลาดระดับภูมิภาคที่มี basilica และ forum ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบริหารและเศรษฐกิจ โดยมีสภา ordo หรือ curia ซึ่งประกอบด้วยผู้มีฐานะทางสังคมสูงเป็นผู้ดูแล
การล่มสลายและการสืบทอด
ในด้านการป้องกันเมือง Civitas มักไม่มีกำแพงเมืองที่แข็งแรง ส่วนใหญ่เป็นเพียงรั้วไม้ในยามมีภัยคุกคาม ในช่วงปลายจักรวรรดิ กองกำลังท้องถิ่นที่นำโดย decurion เป็นเพียงหน่วยป้องกันเดียวในพื้นที่ห่างไกลที่ถูกคุกคามโดยอนารยชน
แม้ว่าโรมจะถอนตัวออกจากพื้นที่ต่างๆ แต่บาง Civitas ยังคงรักษาความเป็นโรมันและทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางประชากรต่อไป และบางกลุ่มยังคงดำรงอยู่เป็นกลุ่มเผ่าพันธุ์ที่ชัดเจนแม้หลังการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน โดยเฉพาะในบริเตนและสเปนตอนเหนือ
คำถามที่พบบ่อย
Civitas คืออะไร?
Civitas คือองค์กรทางสังคมของพลเมืองในโรมโบราณที่รวมตัวกันภายใต้กฎหมายเดียวกัน ซึ่งครอบคลุมทั้งสิทธิและหน้าที่ของความเป็นพลเมือง รวมถึงหมายถึงรัฐหรือนิติบุคคลสาธารณะ (res publica) ด้วย
ความแตกต่างระหว่าง Civitas และ Urbs คืออะไร?
ในความหมายดั้งเดิม Civitas เน้นที่ตัวบุคคลและสัญญาทางกฎหมาย (ความเป็นพลเมือง) ในขณะที่ Urbs หมายถึงตัวเมืองในเชิงกายภาพหรือสิ่งก่อสร้าง
Civitates stipendariae คืออะไร?
คือรัฐหรือชุมชนพื้นเมืองที่ได้รับอนุญาตให้ปกครองตนเองภายใน แต่มีหน้าที่หลักคือการจ่ายภาษีหรือส่วยให้แก่จักรวรรดิโรมัน


