← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ภาวะผนังหน้าท้องและทวารร่วมเปิด (Cloacal Exstrophy)

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นความผิดปกติแต่กำเนิดที่รุนแรงซึ่งทำให้อวัยวะในช่องท้อง เช่น กระเพาะปัสสาวะและลำไส้ เปิดออกสู่ภายนอก
  • พบได้น้อยมาก โดยมีอัตราประมาณ 1 ใน 400,000 ของทารกที่เกิดมีชีวิต
  • ทารกเพศชายที่มีภาวะนี้มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพศหญิงเนื่องจากลักษณะอวัยวะเพศภายนอก
  • องค์การอนามัยโลก (WHO) มองว่าการผ่าตัดปรับเปลี่ยนเพศในทารกเพื่อความสวยงามเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ภาวะผนังหน้าท้องและทวารร่วมเปิด (Cloacal Exstrophy หรือ CE) เป็นความผิดปกติแต่กำเนิดที่รุนแรงและพบได้ยาก โดยมีลักษณะเด่นคืออวัยวะภายในช่องท้อง เช่น กระเพาะปัสสาวะและลำไส้ ไม่พัฒนาจนปิดสนิทและถูกเปิดออกสู่ภายนอกร่างกาย ภาวะนี้มักส่งผลให้เกิดการแยกตัวของกระเพาะปัสสาวะ อวัยวะเพศ และทวารหนัก ซึ่งในบางกรณีจะถูกเรียกว่า OEIS complex (Omphalocele, Exstrophy of the cloaca, Imperforate anus, and Spinal defects)

ลักษณะทางกายวิภาคและการวินิจฉัย

ภาวะนี้มีความเกี่ยวข้องกับความบกพร่องของผนังหน้าท้องด้านหน้า (Ventral body wall) ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากการยับยั้งการเคลื่อนที่ของเนื้อเยื่อชั้นกลาง (Mesodermal migration) ในช่วงการพัฒนาของตัวอ่อน นอกจากนี้ ผู้ป่วยมักพบภาวะร่วม เช่น ความผิดปกติของไต หรือภาวะกระดูกสันหลังไม่ปิด (Spina bifida)

วิธีการวินิจฉัย

แพทย์ใช้การทดสอบหลายวิธีเพื่อประเมินความรุนแรงและวางแผนการรักษา ได้แก่:

  • การตรวจอัลตราซาวด์ (Ultrasound)
  • การถ่ายภาพรังสีระบบทางเดินปัสสาวะ (Voiding cystourethrogram - VCUG และ Intravenous pyelogram - IVP)
  • การตรวจการทำงานของไตด้วยนิวเคลียร์ (Nuclear renogram)
  • การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan)
  • การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)

ในด้านอุบัติการณ์ ภาวะนี้พบได้น้อยมาก โดยมีสถิติประมาณ 1 ใน 200,000 ของการตั้งครรภ์ หรือ 1 ใน 400,000 ของทารกที่เกิดมีชีวิต

ประเด็นด้านเพศสภาพและการกำหนดเพศ

ทารกเพศชาย (XY) ที่เกิดมาพร้อมกับภาวะ Cloacal exstrophy มักมีอวัยวะเพศภายนอกที่ดูคล้ายเพศหญิง ทำให้บ่อยครั้งถูกกำหนดให้เป็นเพศหญิงเมื่อแรกเกิด

การปรับเปลี่ยนเพศในอดีตและข้อโต้แย้ง

ในช่วงปี ค.ศ. 1960 ถึง 2000 แพทย์บางกลุ่มมีความเชื่อว่าทารกเพศชายที่มีภาวะนี้จะสามารถปรับตัวทางสังคมได้ดีกว่าหากถูกเลี้ยงดูในฐานะเพศหญิง จึงมีการผ่าตัดปรับเปลี่ยนอวัยวะเพศและกำหนดเพศให้เป็นหญิง ซึ่งตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ามนุษย์เกิดมาโดยมีความเป็นกลางทางจิตเพศ (Psychosexually neutral)

อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติเช่นนี้กลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างรุนแรง หลังจากงานวิจัยติดตามผลโดย William Reiner พบว่าผู้ป่วยหลายรายประสบปัญหาในการยอมรับอัตลักษณ์ทางเพศหญิง มีความสนใจในกิจกรรมแบบผู้ชาย หรือมีความดึงดูดทางเพศต่อเพศหญิง และบางรายได้เปลี่ยนกลับมาใช้ชีวิตในฐานะเพศชายเมื่อทราบความจริงเกี่ยวกับโครโมโซมของตน

มุมมองด้านสิทธิมนุษยชนและจริยธรรม

องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าการผ่าตัดอวัยวะเพศในทารกที่มีภาวะเพศกำกวม (Intersex) เพื่อวัตถุประสงค์ด้านความสวยงามถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เนื่องจากเป็นการตัดสินใจแทนบุคคลที่ยังไม่สามารถให้ความยินยอมได้

ข้อมูลจากการทบทวนทางวิชาการในปี 2016 โดย J. Michael Bailey และการติดตามผลของ William Reiner ชี้ให้เห็นว่ารสนิยมทางเพศมักถูกกำหนดโดยปัจจัยทางชีวภาพ โดยพบว่าผู้ชายทางพันธุกรรมที่ถูกเลี้ยงดูเป็นหญิงส่วนใหญ่ยังคงมีความดึงดูดทางเพศต่อผู้หญิง ซึ่งส่งผลให้ศัลยแพทย์ทางเดินปัสสาวะในเด็กจำนวนมาก (ประมาณ 79% จากการศึกษาในปี 2011) เปลี่ยนมาสนับสนุนการกำหนดเพศเป็นชายสำหรับทารกที่มีโครโมโซม XY

คำถามที่พบบ่อย

Cloacal exstrophy คืออะไร?

คือภาวะความผิดปกติแต่กำเนิดที่ผนังหน้าท้องไม่ปิด ทำให้กระเพาะปัสสาวะและลำไส้เปิดออกสู่ภายนอกร่างกาย และมักส่งผลต่อการพัฒนาของอวัยวะเพศและทวารหนัก

ภาวะนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?

เชื่อว่าเกิดจากความบกพร่องในการเคลื่อนที่ของเนื้อเยื่อชั้นกลาง (Mesodermal migration) ในช่วงการพัฒนาของตัวอ่อน ทำให้ผนังหน้าท้องด้านหน้าไม่พัฒนาจนสมบูรณ์

ทำไมทารกเพศชายที่มีภาวะนี้จึงมักถูกกำหนดให้เป็นเพศหญิง?

เนื่องจากลักษณะของอวัยวะเพศภายนอกในผู้ป่วยเพศชาย (XY) มักมีความคล้ายคลึงกับเพศหญิง ทำให้แพทย์ในอดีตมักกำหนดเพศให้เป็นหญิงโดยไม่ได้ตรวจสอบโครโมโซมอย่างละเอียด

ปัจจุบันแนวทางการจัดการด้านเพศสภาพในผู้ป่วยกลุ่มนี้เป็นอย่างไร?

ปัจจุบันมีการให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนและอัตลักษณ์ทางเพศมากขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการผ่าตัดปรับเปลี่ยนเพศเพื่อความสวยงามในวัยทารก และสนับสนุนการกำหนดเพศตามพันธุกรรม (XY เป็นชาย) เพื่อลดปัญหาด้านจิตใจในอนาคต