เกาะโคเช่ สวรรค์แห่งการพักผ่อนและกีฬาทางน้ำในเวเนซุเอลา
สรุปใจความสำคัญ
- เป็นหนึ่งในสามเกาะของรัฐนวยีวาเอสปาร์ตา ประเทศเวเนซุเอลา
- มีชื่อเสียงระดับโลกในด้านการเล่นวินด์เซิร์ฟและไคท์บอร์ดดิ้งทางฝั่งตะวันตกของเกาะ
- ถูกค้นพบโดยคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ในปี ค.ศ. 1498
- มีสนามบินอันเดรส มิเกล ซาลาซาร์ มาร์คาโน สำหรับรองรับการเดินทางทางอากาศ
เกาะโคเช่ (ภาษาสเปน: Isla de Coche) เป็นหนึ่งในสามเกาะที่ประกอบกันเป็นรัฐนวยีวาเอสปาร์ตา (Nueva Esparta State) ของประเทศเวเนซุเอลา ตั้งอยู่ในทะเลแคริบเบียน ระหว่างเกาะมาร์การิตา (Isla Margarita) และชายฝั่งแผ่นดินใหญ่ของเวเนซุเอลา โดยเกาะโคเช่มีขนาดเล็กกว่าเกาะมาร์การิตา แต่มีขนาดใหญ่กว่าเกาะคูบากัว (Cubagua)
ในทางปกครอง เกาะโคเช่มีอาณาเขตครอบคลุมเทศบาลวิลลาลบา (Municipality of Villalba) ทั้งหมด โดยมีเมืองซานเปโดรเดโคเช่ (San Pedro de Coche) เป็นศูนย์กลางการบริหารและเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะ

ลักษณะทางกายภาพและประชากร
เกาะโคเช่มีพื้นที่ประมาณ 55 ตารางกิโลเมตร โดยมีความยาวประมาณ 11 กิโลเมตร และความกว้างประมาณ 6 กิโลเมตร จุดที่สูงที่สุดของเกาะมีความสูงเพียง 60 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล สภาพภูมิอากาศเป็นแบบเขตร้อน โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 27 ถึง 38 องศาเซลเซียส
ประชากรบนเกาะตามการสำรวจสำมะโนประชากรปี ค.ศ. 1999 มีจำนวนประมาณ 8,200 คน นอกจากเมืองซานเปโดรเดโคเช่แล้ว ยังมีชุมชนขนาดเล็กอื่นๆ เช่น เอลบิชาร์ (El Bichar), กวินิมา (Guinima), เอลอัมปาโร (El Amparo), เอลกัวมาเช่ (El Guamache) และลาอูวา (La Uva)

ประวัติศาสตร์
คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ได้เดินทางมาถึงเกาะโคเช่ในปี ค.ศ. 1498 ความพยายามในการตั้งถิ่นฐานครั้งแรกเกิดขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 16 โดยในช่วงหนึ่งเกาะแห่งนี้เคยเป็นที่ลี้ภัยของผู้คนที่อพยพมาจากเมืองนวยีวากาดีซ (Nueva Cádiz) บนเกาะคูบากัว ซึ่งถูกทำลายโดยพายุเขตร้อน อย่างไรก็ตาม ผู้ตั้งถิ่นฐานส่วนใหญ่ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ขุดไข่มุกได้ละทิ้งเกาะโคเช่ไปในปี ค.ศ. 1574
การตั้งถิ่นฐานที่ประสบความสำเร็จและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในศตวรรษที่ 19 ซึ่งทำให้เกาะโคเช่กลายเป็นชุมชนที่มีผู้อยู่อาศัยอย่างถาวรนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
เศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
เศรษฐกิจของเกาะโคเช่พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก ควบคู่ไปกับการรักษาประเพณีการประมงพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน
กิจกรรมการท่องเที่ยวและกีฬาทางน้ำ
เกาะโคเช่มีชื่อเสียงในด้านการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ โดยเฉพาะกิจกรรมกีฬาทางน้ำทางฝั่งตะวันตกของเกาะ ซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการเล่นวินด์เซิร์ฟ (Windsurfing) และไคท์บอร์ดดิ้ง (Kiteboarding) เนื่องจากมีกระแสลมแรง (มากกว่า 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ในขณะที่ผิวน้ำเรียบไม่มีคลื่นสูง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดที่ดีที่สุดในโลกสำหรับกีฬาประเภทนี้
นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังนิยมปั่นจักรยานรอบเกาะเพื่อชมทัศนียภาพ โดยสภาพอากาศที่ท้องฟ้าแจ่มใสเกือบตลอดทั้งปีทำให้การใช้ครีมกันแดดเป็นสิ่งจำเป็น
สิ่งอำนวยความสะดวกและการเดินทาง
บนเกาะมีโรงแรมคุณภาพสูงที่ให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน รวมถึงบริการนำเที่ยวทั้งทางบกและทางน้ำ การเดินทางเข้าสู่เกาะโคเช่มีการเชื่อมต่ออย่างใกล้ชิดกับเกาะมาร์การิตาและรัฐซูเคร (Sucre State) บนแผ่นดินใหญ่ของเวเนซุเอลา
การคมนาคมทางอากาศ
เกาะโคเช่มีสนามบินขนาดเล็กชื่อว่า สนามบินอันเดรส มิเกล ซาลาซาร์ มาร์คาโน (Andrés Miguel Salazar Marcano Airport - ICAO: SVIE) ซึ่งมีรันเวย์หนึ่งเส้น ความยาวประมาณ 1,200 เมตร และกว้าง 30 เมตร ตั้งอยู่ที่ระดับความสูง 3 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล
เกาะโคเช่ในวรรณกรรม
เกาะโคเช่ถูกใช้เป็นฉากหลังในนวนิยายเรื่อง Robinson's Island (Wyspa Robinsona, 1954) ของนักเขียนชาวโปแลนด์ อาร์คาดี ฟีดเลอร์ (Arkady Fiedler) โดยเล่าเรื่องราวของ แจน โบเบอร์ (Jan Bober) ผู้รอดชีวิตจากเรืออับปางที่ต้องมาใช้ชีวิตบนเกาะแห่งนี้ในช่วงปี ค.ศ. 1725–1726 ร่วมกับเพื่อนชาวอาราวัค (Arawak) ก่อนจะร่วมมือกับกลุ่มทาสที่หลบหนีจากเกาะมาร์การิตาเพื่อต่อสู้กับผู้ล่าทาสชาวสเปน
คำถามที่พบบ่อย
เกาะโคเช่ตั้งอยู่ที่ไหน?
เกาะโคเช่ตั้งอยู่ในทะเลแคริบเบียน ประเทศเวเนซุเอลา เป็นส่วนหนึ่งของรัฐนวยีวาเอสปาร์ตา โดยอยู่ระหว่างเกาะมาร์การิตาและแผ่นดินใหญ่
กิจกรรมยอดนิยมบนเกาะโคเช่คืออะไร?
กิจกรรมที่โดดเด่นที่สุดคือการเล่นวินด์เซิร์ฟและไคท์บอร์ดดิ้ง เนื่องจากมีกระแสลมแรงและน้ำเรียบ ซึ่งเหมาะแก่กับกีฬาทางน้ำเหล่านี้อย่างมาก
เกาะโคเช่มีสนามบินหรือไม่?
สนามบินอันเดรส มิเกล ซาลาซาร์ มาร์คาโน (Andrés Miguel Salazar Marcano Airport) เป็นสนามบินที่ให้บริการบนเกาะ
ประวัติการตั้งถิ่นฐานบนเกาะโคเช่เป็นอย่างไร?
โคลัมบัสค้นพบเกาะในปี 1498 และมีการพยายามตั้งถิ่นฐานในศตวรรษที่ 16 แต่ล้มเหลวและถูกละทิ้งในปี 1574 ก่อนจะมีการตั้งถิ่นฐานที่ประสบความสำเร็จในศตวรรษที่ 19 ซึ่งต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
