← กลับไปยังบทความทั้งหมด

การเดินทางไปกลับระหว่างที่พักและที่ทำงาน

สรุปใจความสำคัญ

  • คำว่า Commuter มีที่มาจากค่าโดยสารรถไฟราคาพิเศษ (commuted fare) ในสหรัฐอเมริกายุค 1840
  • การปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ที่พักอาศัยและที่ทำงานแยกออกจากกัน
  • รูปแบบการเดินทางไปกลับแตกต่างกันตามระดับเศรษฐกิจ โดยประเทศพัฒนาน้อยจะเน้นการเดิน ส่วนประเทศพัฒนาแล้วจะเน้นขนส่งมวลชนหรือรถยนต์ส่วนบุคคล
  • การเดินทางไปกลับนำไปสู่การเกิดย่านชานเมือง (Suburbs) และปรากฏการณ์ Urban Sprawl

การเดินทางไปกลับ (ภาษาอังกฤษ: Commuting) คือการเดินทางที่เกิดขึ้นเป็นประจำและสม่ำเสมอระหว่างที่พักอาศัยและสถานที่ทำงานหรือสถานศึกษา โดยผู้เดินทาง (ซึ่งเรียกว่า Commuter) จะต้องเดินทางข้ามเขตพื้นที่ชุมชนที่ตนอาศัยอยู่ การเดินทางลักษณะนี้อาจครอบคลุมถึงการเดินทางที่ทำซ้ำเป็นประจำในรูปแบบอื่น ๆ แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องงานก็ตาม

รูปแบบ ระยะเวลา และระยะทางในการเดินทางไปกลับมีความแตกต่างกันอย่างมากตามบริบทของแต่ละประเทศและระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ดังนี้

  • ประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด: ประชากรส่วนใหญ่ยังคงใช้วิธีการเดินเท้าไปยังที่ทำงาน
  • ประเทศที่มีรายได้ต่ำ: การใช้จักรยานเป็นวิธีที่ประหยัดที่สุดรองจากการเดิน และเป็นที่นิยมอย่างมาก
  • ประเทศที่มีรายได้ปานกลาง: การใช้รถจักรยานยนต์ในการเดินทางไปกลับเป็นเรื่องปกติและแพร่หลาย
  • ประเทศที่พัฒนาแล้ว: มีความหลากหลายตามลักษณะเมือง หากเป็นเมืองเก่าที่มีประชากรหนาแน่น (โดยเฉพาะในยูเรเชีย) การขนส่งมวลชน เช่น รถไฟและรถประจำทาง จะเป็นหลัก แต่ในเมืองที่ใหม่กว่าหรือในพื้นที่ส่วนใหญ่ของอเมริกาเหนือและออสตราเลเซีย การใช้รถยนต์ส่วนบุคคลจะเป็นที่นิยมมากกว่า
ภาพบรรยากาศการเดินทางของผู้คนในเมือง
การเดินทางไปกลับในเขตเมืองที่มีความหนาแน่นสูง

การเดินทางระยะไกลและซูเปอร์คอมมิวเตอร์

ในกลุ่มผู้ที่มีฐานะร่ำรวยมากหรือผู้ที่ทำงานในพื้นที่ห่างไกล อาจมีการเดินทางไปกลับทางอากาศ ซึ่งอาจใช้เวลาพำนักในที่ทำงานเป็นสัปดาห์ก่อนจะเดินทางกลับบ้าน นอกจากนี้ การพัฒนารถไฟความเร็วสูงได้ทำให้เกิดกลุ่ม "ซูเปอร์คอมมิวเตอร์" (Super Commuters) ซึ่งสามารถเดินทางไปกลับในระยะทางที่ไกลขึ้นได้ทั้งแบบรายวันและรายสัปดาห์

ประวัติศาสตร์ของการเดินทางไปกลับ

ก่อนศตวรรษที่ 19 คนงานส่วนใหญ่พักอาศัยอยู่ห่างจากที่ทำงานไม่เกินระยะเดินเท้า 1 ชั่วโมง แต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมได้นำไปสู่การแยกสถานที่ทำงานออกจากที่พักอาศัย โดยงานส่วนใหญ่ถูกย้ายจากครัวเรือนและพื้นที่ชนบทไปยังโรงงานในเขตเมือง

การแยกตัวอย่างชัดเจนครั้งแรกเกิดขึ้นจากการประดิษฐ์รถไฟไอน้ำ คำว่า "Commuter" มีที่มาจากยุคแรกของการเดินทางด้วยรถไฟในเมืองใหญ่ของสหรัฐอเมริกา เช่น นิวยอร์ก ฟิลาเดลเฟีย บอสตัน และชิคาโก ในช่วงทศวรรษ 1840 โดยรถไฟได้ทำให้เกิดย่านชานเมือง ซึ่งผู้เดินทางจะจ่ายค่าโดยสารในราคาพิเศษที่เรียกว่า "commuted fare" (ค่าโดยสารที่ลดหย่อนแล้ว) เพื่อเดินทางเข้าสู่ตัวเมือง

ผลกระทบต่อผังเมืองและสังคม

การเดินทางไปกลับส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการขยายตัวของเมือง ทำให้เมืองสามารถเติบโตได้เกินกว่าขนาดที่เคยเป็นไปได้ในอดีต และนำไปสู่การเกิด ย่านชานเมือง (Suburbs) และ เมืองหอพัก (Dormitory towns) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผู้คนอาศัยอยู่แต่ต้องเดินทางเข้าไปทำงานในใจกลางเมือง

ปรากฏการณ์การขยายตัวของเมือง (Urban Sprawl)

เมื่อการขยายตัวของเมืองแผ่กว้างออกไปจากย่านธุรกิจใจกลางเมือง (Central Business District) อาจทำให้เกิดรูปแบบการเดินทางใหม่ ๆ เช่น:

  • Reverse Commuter: ผู้ที่อาศัยอยู่ในใจกลางเมืองแต่เดินทางออกไปทำงานในย่านชานเมือง
  • Secondary Commuter: ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกลออกไปอีก (Exurb) และเดินทางมาทำงานในเมืองบริวารหรือย่านอุตสาหกรรมชานเมือง

นอกจากนี้ การเดินทางไปกลับยังส่งผลต่อการเงินของท้องถิ่น เนื่องจากภาษีมักถูกจัดเก็บตามที่พักอาศัย ทำให้ย่านชานเมืองได้รับรายได้ภาษีจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในตัวเมือง ในขณะที่ผู้เดินทางไปกลับยังคงใช้โครงสร้างพื้นฐานสาธารณะของเมืองใจกลางเมือง ซึ่งนำไปสู่ความท้าทายในการบริหารจัดการงบประมาณระหว่างเทศบาล

คำถามที่พบบ่อย

Commuting หมายถึงอะไร?

หมายถึงการเดินทางที่เกิดขึ้นเป็นประจำระหว่างที่พักอาศัยและสถานที่ทำงานหรือสถานศึกษา โดยมีการเดินทางข้ามเขตพื้นที่ชุมชน

คำว่า Commuter มีที่มาอย่างไร?

มาจากยุคแรกของรถไฟในสหรัฐอเมริกาช่วงปี 1840 ซึ่งผู้เดินทางจากชานเมืองเข้าเมืองจะได้รับค่าโดยสารราคาพิเศษที่เรียกว่า 'commuted fare'

ซูเปอร์คอมมิวเตอร์ (Super Commuter) คือใคร?

คือผู้ที่เดินทางไปกลับระหว่างที่พักและที่ทำงานในระยะทางที่ไกลมาก โดยมักใช้เทคโนโลยีอย่างรถไฟความเร็วสูงในการเดินทาง

การเดินทางไปกลับส่งผลต่อผังเมืองอย่างไร?

ทำให้เกิดการแยกส่วนระหว่างย่านที่พักอาศัย (ชานเมือง) และย่านเศรษฐกิจ (ใจกลางเมือง) และนำไปสู่การขยายตัวของเมืองที่เรียกว่า Urban Sprawl