← กลับไปยังบทความทั้งหมด

Comparative Hearing กระบวนการพิจารณาเปรียบเทียบใบอนุญาตวิทยุและโทรทัศน์ของสหรัฐฯ

สรุปใจความสำคัญ

  • ใช้โดย FRC และ FCC ระหว่างปี 1927 ถึง 1994 เพื่อตัดสินผู้สมัครใบอนุญาตสถานีวิทยุ/โทรทัศน์
  • คดี Bechtel v. FCC ในปี 1993 นำไปสู่การระงับกระบวนการพิจารณาเปรียบเทียบเนื่องจากเกณฑ์บางประการถูกตัดสินว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย
  • ระบบการพิจารณาเปรียบเทียบถูกแทนที่ด้วยระบบการประมูล (Auction) ตามกฎหมาย Balanced Budget Act of 1997

Comparative hearing หรือ กระบวนการพิจารณาเปรียบเทียบ คือระบบที่ใช้โดย Federal Radio Commission (FRC) และต่อมาคือ Federal Communications Commission (FCC) ของสหรัฐอเมริกา เพื่อประเมินและตัดสินใจเลือกผู้สมัครขอรับใบอนุญาตสถานีวิทยุและโทรทัศน์ในกรณีที่มีผู้สมัครหลายรายยื่นขอใช้คลื่นความถี่เดียวกัน (Mutually Exclusive Applications) โดยกระบวนการนี้ถูกใช้ตั้งแต่ปี 1927 จนถึงปี 1994

ประวัติความเป็นมา

การเริ่มต้นและมาตรฐาน

กระบวนการนี้เริ่มต้นขึ้นในปี 1927 เมื่อมีการจัดตั้ง Federal Radio Commission เพื่อเปลี่ยนจากการพิจารณาตามลำดับการใช้งานครั้งแรก (First-user considerations) มาเป็นการพิจารณาตาม "เกณฑ์ความสนใจของสาธารณะ" (Public Interest Criteria) ต่อมาในปี 1945 คดี Ashbacker Radio Corporation v. FCC ทำให้ศาลสูงสุดของสหรัฐฯ กำหนดให้ FCC ต้องจัดให้มีการพิจารณาเปรียบเทียบสำหรับคำขอที่ทับซ้อนกัน และในปี 1965 FCC ได้กำหนดเกณฑ์มาตรฐานในการพิจารณาเพื่อให้เกิดความสม่ำเสมอ

การปฏิรูปและการใช้กระบวนการทางเลือก

ในช่วงทศวรรษ 1980 FCC เริ่มนำระบบ Lottery (การสุ่มเลือก) มาใช้ในบางกรณี เช่น ใบอนุญาตโทรทัศน์กำลังส่งต่ำ (Low-power TV) ในปี 1983 และใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cellular telephone) ระหว่างปี 1984-1989 เนื่องจากมีผู้สมัครจำนวนมากเกินกว่าจะพิจารณาเปรียบเทียบได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ระบบการสุ่มเลือกถูกวิจารณ์ว่าส่งเสริมให้เกิดกลุ่มนักเก็งกำไรและ "โรงงานยื่นคำขอ" (Application mills) ที่ยื่นคำขอจำนวนมากเพื่อเพิ่มโอกาสในการชนะ

การยกเลิกและการเปลี่ยนสู่ระบบประมูล

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในวันที่ 20 ธันวาคม 1993 เมื่อศาลอุทธรณ์กลางตัดสินในคดี Bechtel v. FCC ว่าเกณฑ์การให้คะแนนด้านการรวมการเป็นเจ้าของและการบริหารจัดการ (Integration of ownership and management) นั้น "ไร้เหตุผลและเอาแต่ใจ" (Arbitrary and capricious)

ส่งผลให้ FCC ต้องระงับ (Freeze) คำขอที่ค้างอยู่ทั้งหมดในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 1994 และเริ่มเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ การประมูล (Auction) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Balanced Budget Act of 1997 เพื่อลดการขาดดุลของงบประมาณรัฐบาลกลาง โดยเปลี่ยนจากการพิจารณาเกณฑ์คุณภาพมาเป็นการให้ผู้ที่เสนอราคาสูงสุดเป็นผู้ได้รับใบอนุญาต

เกณฑ์การพิจารณาเปรียบเทียบ (ก่อนการยกเลิก)

เกณฑ์การพิจารณารายละเอียด
การกระจายตัวของสื่อ (Diversification)ให้ความสำคัญกับผู้สมัครที่มีสื่อในครอบครองน้อยหรือไม่มีเลย
การรวมการเป็นเจ้าของและการบริหาร (Integration)ให้ความสำคัญกับเจ้าของที่วางแผนจะบริหารสถานีด้วยตนเอง
การกระจายตัวของเชื้อชาติและเพศ (Ethnicity and Sex)ให้ความสำคัญกับกลุ่มน้อย (Minorities) ที่มีบทบาทในการบริหาร
ถิ่นที่อยู่ (Local Residence)การพำนักในพื้นที่ที่ให้บริการและมีส่วนร่วมในกิจกรรมชุมชน
ประสบการณ์ (Broadcast Experience)ประวัติการเป็นเจ้าของหรือผู้ดำเนินการสถานีวิทยุ/โทรทัศน์
ความครอบคลุม (Comparative Coverage)ความสามารถในการให้บริการครอบคลุมประชากรจำนวนมากขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

Comparative Hearing คืออะไร?

คือกระบวนการที่ FCC ของสหรัฐฯ ใช้เพื่อเปรียบเทียบคุณสมบัติของผู้สมัครหลายรายที่ขอใช้คลื่นความถี่เดียวกัน เพื่อเลือกผู้ที่เหมาะสมที่สุดตามเกณฑ์ความสนใจของสาธารณะ

ทำไมระบบ Comparative Hearing ถึงถูกยกเลิก?

เพราะถูกตัดสินโดยศาลว่าเกณฑ์การพิจารณาบางอย่างไร้เหตุผล และมีภาระงานที่เพิ่มขึ้นจนทำให้ระบบการสุ่มเลือก (Lottery) และการประมูล (Auction) มีประสิทธิภาพมากกว่าในด้านงบประมาณและเวลา

ปัจจุบัน FCC ใช้ระบบใดในการจัดสรรคลื่นความถี่?

ปัจจุบัน FCC ใช้ระบบการประมูล (Auction) เพื่อให้ผู้ที่เสนอราคาสูงสุดได้รับใบอนุญาต ซึ่งเริ่มนำมาใช้กับบริการที่ไม่ใช่การแพร่ภาพกระจายเสียงในปี 1993 และขยายสู่การวิทยุและโทรทัศน์ในปี 1997