ระบบต่อต้านขีปนาวุธนำวิถีด้วยอินฟราเรดแบบกำหนดทิศทาง
สรุปใจความสำคัญ
- DIRCM ใช้การยิงลำแสงอินฟราเรดหรือเลเซอร์พุ่งตรงไปยังหัวค้นหาของขีปนาวุธเพื่อรบกวนการนำวิถี
- แตกต่างจากพลุไฟ (Flares) ตรงที่ DIRCM เป็นการส่งพลังงานแบบกำหนดทิศทาง ทำให้มีประสิทธิภาพสูงกว่า
- ระบบ AN/AAQ-24 Nemesis ถูกใช้ในเครื่องบินลำเลียงและเฮลิคอปเตอร์ขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ
- ระบบ 101KS-O ของรัสเซียเป็น DIRCM ระบบแรกที่ติดตั้งบนเครื่องบินขับไล่ (Su-57)
ระบบต่อต้านขีปนาวุธนำวิถีด้วยอินฟราเรดแบบกำหนดทิศทาง (Directional Infrared Counter Measures หรือ DIRCM) คือระบบป้องกันอากาศยานประเภทหนึ่งที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องเครื่องบินจากการโจมตีของขีปนาวุธนำวิถีด้วยอินฟราเรด (Infrared Homing Missiles) โดยเฉพาะขีปนาวุธนำวิถีพื้นสู่พื้นระยะใกล้ (MANPADS) และระบบนำวิถีด้วยความร้อนแบบพื้นฐาน

หลักการทำงานของ DIRCM
ในอดีต ระบบต่อต้านขีปนาวุธนำวิถีด้วยอินฟราเรดมักใช้ พลุไฟ (Flares) หรือระบบ Hot Block ซึ่งจะปล่อยแสงอินฟราเรดออกไปในลักษณะรอบทิศทางหรือกึ่งรอบทิศทาง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกฎกำลังสองผกผัน (Inverse Square Law) พลังงานอินฟราเรดที่ส่งไปถึงหัวค้นหาของขีปนาวุธจึงมีปริมาณน้อย
ระบบ DIRCM แก้ไขปัญหานี้โดยการใช้แหล่งกำเนิดแสงอินฟราเรดที่สามารถปรับทิศทางได้ (Trainable Emitter) ร่วมกับข้อมูลการติดตามเป้าหมาย เพื่อยิงลำแสงอินฟราเรดหรือเลเซอร์พุ่งตรงไปยังหัวค้นหาของขีปนาวุธโดยตรง วิธีนี้ช่วยให้อุปกรณ์ที่มีขนาดเล็กสามารถส่งพลังงานเข้มข้นเพื่อรบกวน (Overwhelm) การทำงานของหัวค้นหาขีปนาวุธได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โหมดการปฏิบัติงาน
- โหมดสแตนด์บาย (Standby Mode): ระบบจะเตรียมพร้อมทำงาน แต่ยังไม่มีการปล่อยสัญญาณรบกวน
- โหมดทำงาน (Active Mode): เมื่อตรวจพบภัยคุกคาม ลูกเรือจะสั่งการหรือระบบจะทำงานอัตโนมัติเพื่อปล่อยแสงอินฟราเรดแบบเป็นจังหวะ (Pulsing Flashes) เพื่อสร้างความสับสนให้กับระบบนำวิถีของขีปนาวุธ ทำให้ขีปนาวุธไม่สามารถล็อกเป้าหมายที่ตัวเครื่องบินได้
ระบบ DIRCM ที่สำคัญ
AN/AAQ-24 Nemesis
AN/AAQ-24 Nemesis เป็นระบบ DIRCM ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของกองทัพสหรัฐฯ ในโครงการ Large Aircraft Infrared Counter-Measure (LAIRCM) เพื่อปกป้องเครื่องบินขนาดใหญ่ ประกอบด้วยส่วนประกอบหลัก ได้แก่:
- ระบบเตือนภัยขีปนาวุธ (AN/AAR-54)
- หน่วยรวมสัญญาณ (Integration Unit)
- หน่วยประมวลผล (Processor)
- ป้อมส่งสัญญาณเลเซอร์ขนาดเล็ก (Small Laser Transmitter Assembly - SLTA)
ในรุ่นแรก ระบบนี้ใช้หลอดอาร์ก (Arc Lamp) ในการสร้างสัญญาณรบกวน แต่รุ่นต่อมาที่ผลิตโดย Northrop Grumman ได้เปลี่ยนมาใช้ระบบปั๊มเลเซอร์แบบไดโอด (Diode-based laser pumping) ภายใต้ชื่อ GUARDIAN ซึ่งมีการพิจารณานำไปติดตั้งในเครื่องบินพาณิชย์ด้วย
ระบบนี้มีการติดตั้งในเครื่องบินหลายประเภท เช่น C-17 Globemaster III, MC-130, CV-22 Osprey และ CH-53E Super Stallion นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเคยเสนอขายระบบ AN/AAQ-24(V) ให้แก่ประเทศแคนาดาในปี 2010
101KS-O
101KS-O เป็นระบบ DIRCM ที่ติดตั้งบนเครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-57 ของรัสเซีย โดยมีเซนเซอร์ติดตั้งอยู่ในป้อมปืนสองจุด คือบริเวณสันหลังเครื่อง (Dorsal Spine) และส่วนหน้าของลำตัวเครื่องใต้ห้องนักบิน ระบบนี้ใช้เลเซอร์แบบปรับสัญญาณ (Modulated Laser) เพื่อรบกวนหรือทำลายกลไกการติดตามของขีปนาวุธที่พุ่งเข้ามา และถือเป็นระบบ DIRCM รุ่นแรกที่ถูกนำมาใช้งานบนเครื่องบินขับไล่
ผู้ผลิตรายสำคัญ
เทคโนโลยี DIRCM ถูกพัฒนาโดยบริษัทด้านการบินและอวกาศชั้นนำหลายแห่ง เช่น:
- Aselsan
- Leonardo S.p.A.
- Elbit Systems
- Northrop Grumman
- ITT Corporation
- BAE Systems
คำถามที่พบบ่อย
DIRCM แตกต่างจากพลุไฟ (Flares) อย่างไร?
พลุไฟปล่อยความร้อนออกรอบทิศทางเพื่อให้ขีปนาวุธหันเหเป้าหมายไปหาพลุแทน แต่ DIRCM ยิงลำแสงเลเซอร์พุ่งตรงไปยังหัวค้นหาของขีปนาวุธเพื่อรบกวนสัญญาณนำวิถีโดยตรง ทำให้ขีปนาวุธสูญเสียการล็อกเป้าหมาย
ระบบ DIRCM ทำงานอย่างไรในการป้องกันเครื่องบิน?
ระบบจะตรวจจับขีปนาวุธที่พุ่งเข้ามา จากนั้นจะใช้ป้อมปืนเลเซอร์ปรับทิศทางเพื่อยิงลำแสงอินฟราเรดแบบเป็นจังหวะเข้าสู่ช่องรับสัญญาณของขีปนาวุธ ทำให้ระบบนำวิถีของขีปนาวุธเกิดความสับสนและไม่สามารถติดตามเครื่องบินได้
เครื่องบินประเภทใดบ้างที่ติดตั้งระบบ DIRCM?
ส่วนใหญ่ติดตั้งในเครื่องบินลำเลียงขนาดใหญ่ เช่น C-17 Globemaster III และเครื่องบินขนส่งทางทหาร รวมถึงเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ เช่น Sukhoi Su-57 ของรัสเซีย
ระบบ GUARDIAN คืออะไร?
เป็นระบบ DIRCM รุ่นพัฒนาต่อยอดจาก AN/AAQ-24 ที่ใช้เลเซอร์แบบไดโอด ผลิตโดย Northrop Grumman และถูกออกแบบมาให้สามารถติดตั้งในเครื่องบินพาณิชย์ได้ด้วย

