← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ระบบต่อต้านขีปนาวุธนำวิถีด้วยอินฟราเรดแบบกำหนดทิศทาง

สรุปใจความสำคัญ

  • DIRCM ใช้การยิงลำแสงอินฟราเรดหรือเลเซอร์พุ่งตรงไปยังหัวค้นหาของขีปนาวุธเพื่อรบกวนการนำวิถี
  • แตกต่างจากพลุไฟ (Flares) ตรงที่ DIRCM เป็นการส่งพลังงานแบบกำหนดทิศทาง ทำให้มีประสิทธิภาพสูงกว่า
  • ระบบ AN/AAQ-24 Nemesis ถูกใช้ในเครื่องบินลำเลียงและเฮลิคอปเตอร์ขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ
  • ระบบ 101KS-O ของรัสเซียเป็น DIRCM ระบบแรกที่ติดตั้งบนเครื่องบินขับไล่ (Su-57)

ระบบต่อต้านขีปนาวุธนำวิถีด้วยอินฟราเรดแบบกำหนดทิศทาง (Directional Infrared Counter Measures หรือ DIRCM) คือระบบป้องกันอากาศยานประเภทหนึ่งที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องเครื่องบินจากการโจมตีของขีปนาวุธนำวิถีด้วยอินฟราเรด (Infrared Homing Missiles) โดยเฉพาะขีปนาวุธนำวิถีพื้นสู่พื้นระยะใกล้ (MANPADS) และระบบนำวิถีด้วยความร้อนแบบพื้นฐาน

ป้อมปืนเลเซอร์สำหรับระบบต่อต้านขีปนาวุธบนเครื่องบิน C-17
ป้อมปืนเลเซอร์ของระบบ DIRCM ที่ติดตั้งบนเครื่องบินลำเลียง C-17 Globemaster III

หลักการทำงานของ DIRCM

ในอดีต ระบบต่อต้านขีปนาวุธนำวิถีด้วยอินฟราเรดมักใช้ พลุไฟ (Flares) หรือระบบ Hot Block ซึ่งจะปล่อยแสงอินฟราเรดออกไปในลักษณะรอบทิศทางหรือกึ่งรอบทิศทาง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกฎกำลังสองผกผัน (Inverse Square Law) พลังงานอินฟราเรดที่ส่งไปถึงหัวค้นหาของขีปนาวุธจึงมีปริมาณน้อย

ระบบ DIRCM แก้ไขปัญหานี้โดยการใช้แหล่งกำเนิดแสงอินฟราเรดที่สามารถปรับทิศทางได้ (Trainable Emitter) ร่วมกับข้อมูลการติดตามเป้าหมาย เพื่อยิงลำแสงอินฟราเรดหรือเลเซอร์พุ่งตรงไปยังหัวค้นหาของขีปนาวุธโดยตรง วิธีนี้ช่วยให้อุปกรณ์ที่มีขนาดเล็กสามารถส่งพลังงานเข้มข้นเพื่อรบกวน (Overwhelm) การทำงานของหัวค้นหาขีปนาวุธได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โหมดการปฏิบัติงาน

  • โหมดสแตนด์บาย (Standby Mode): ระบบจะเตรียมพร้อมทำงาน แต่ยังไม่มีการปล่อยสัญญาณรบกวน
  • โหมดทำงาน (Active Mode): เมื่อตรวจพบภัยคุกคาม ลูกเรือจะสั่งการหรือระบบจะทำงานอัตโนมัติเพื่อปล่อยแสงอินฟราเรดแบบเป็นจังหวะ (Pulsing Flashes) เพื่อสร้างความสับสนให้กับระบบนำวิถีของขีปนาวุธ ทำให้ขีปนาวุธไม่สามารถล็อกเป้าหมายที่ตัวเครื่องบินได้

ระบบ DIRCM ที่สำคัญ

AN/AAQ-24 Nemesis

AN/AAQ-24 Nemesis เป็นระบบ DIRCM ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของกองทัพสหรัฐฯ ในโครงการ Large Aircraft Infrared Counter-Measure (LAIRCM) เพื่อปกป้องเครื่องบินขนาดใหญ่ ประกอบด้วยส่วนประกอบหลัก ได้แก่:

  • ระบบเตือนภัยขีปนาวุธ (AN/AAR-54)
  • หน่วยรวมสัญญาณ (Integration Unit)
  • หน่วยประมวลผล (Processor)
  • ป้อมส่งสัญญาณเลเซอร์ขนาดเล็ก (Small Laser Transmitter Assembly - SLTA)

ในรุ่นแรก ระบบนี้ใช้หลอดอาร์ก (Arc Lamp) ในการสร้างสัญญาณรบกวน แต่รุ่นต่อมาที่ผลิตโดย Northrop Grumman ได้เปลี่ยนมาใช้ระบบปั๊มเลเซอร์แบบไดโอด (Diode-based laser pumping) ภายใต้ชื่อ GUARDIAN ซึ่งมีการพิจารณานำไปติดตั้งในเครื่องบินพาณิชย์ด้วย

ระบบนี้มีการติดตั้งในเครื่องบินหลายประเภท เช่น C-17 Globemaster III, MC-130, CV-22 Osprey และ CH-53E Super Stallion นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังเคยเสนอขายระบบ AN/AAQ-24(V) ให้แก่ประเทศแคนาดาในปี 2010

101KS-O

101KS-O เป็นระบบ DIRCM ที่ติดตั้งบนเครื่องบินขับไล่ Sukhoi Su-57 ของรัสเซีย โดยมีเซนเซอร์ติดตั้งอยู่ในป้อมปืนสองจุด คือบริเวณสันหลังเครื่อง (Dorsal Spine) และส่วนหน้าของลำตัวเครื่องใต้ห้องนักบิน ระบบนี้ใช้เลเซอร์แบบปรับสัญญาณ (Modulated Laser) เพื่อรบกวนหรือทำลายกลไกการติดตามของขีปนาวุธที่พุ่งเข้ามา และถือเป็นระบบ DIRCM รุ่นแรกที่ถูกนำมาใช้งานบนเครื่องบินขับไล่

ผู้ผลิตรายสำคัญ

เทคโนโลยี DIRCM ถูกพัฒนาโดยบริษัทด้านการบินและอวกาศชั้นนำหลายแห่ง เช่น:

  • Aselsan
  • Leonardo S.p.A.
  • Elbit Systems
  • Northrop Grumman
  • ITT Corporation
  • BAE Systems

คำถามที่พบบ่อย

DIRCM แตกต่างจากพลุไฟ (Flares) อย่างไร?

พลุไฟปล่อยความร้อนออกรอบทิศทางเพื่อให้ขีปนาวุธหันเหเป้าหมายไปหาพลุแทน แต่ DIRCM ยิงลำแสงเลเซอร์พุ่งตรงไปยังหัวค้นหาของขีปนาวุธเพื่อรบกวนสัญญาณนำวิถีโดยตรง ทำให้ขีปนาวุธสูญเสียการล็อกเป้าหมาย

ระบบ DIRCM ทำงานอย่างไรในการป้องกันเครื่องบิน?

ระบบจะตรวจจับขีปนาวุธที่พุ่งเข้ามา จากนั้นจะใช้ป้อมปืนเลเซอร์ปรับทิศทางเพื่อยิงลำแสงอินฟราเรดแบบเป็นจังหวะเข้าสู่ช่องรับสัญญาณของขีปนาวุธ ทำให้ระบบนำวิถีของขีปนาวุธเกิดความสับสนและไม่สามารถติดตามเครื่องบินได้

เครื่องบินประเภทใดบ้างที่ติดตั้งระบบ DIRCM?

ส่วนใหญ่ติดตั้งในเครื่องบินลำเลียงขนาดใหญ่ เช่น C-17 Globemaster III และเครื่องบินขนส่งทางทหาร รวมถึงเครื่องบินขับไล่รุ่นใหม่ เช่น Sukhoi Su-57 ของรัสเซีย

ระบบ GUARDIAN คืออะไร?

เป็นระบบ DIRCM รุ่นพัฒนาต่อยอดจาก AN/AAQ-24 ที่ใช้เลเซอร์แบบไดโอด ผลิตโดย Northrop Grumman และถูกออกแบบมาให้สามารถติดตั้งในเครื่องบินพาณิชย์ได้ด้วย