← กลับไปยังบทความทั้งหมด

สถานการณ์และสิทธิของผู้พิการในอุรุกวัย

สรุปใจความสำคัญ

  • อุรุกวัยเปลี่ยนผ่านนโยบายดูแลผู้พิการจากโมเดลทางการแพทย์ (Medical Model) ไปสู่แนวทางฐานสิทธิ (Rights-based approach)
  • ภาษามืออุรุกวัย (LSU) ได้รับการยอมรับในฐานะภาษากลุ่มน้อยและมีการส่งเสริมการศึกษาแบบสองภาษาสำหรับคนหูหนวก
  • พระราชบัญญัติการดูแล (Care Act 2015) กำหนดให้การดูแลเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานสำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ และเด็ก
  • เด็กพิการในอุรุกวัยยังคงมีอัตราการเข้าถึงการศึกษาและอัตราการจบการศึกษาต่ำกว่าประชากรทั่วไปอย่างมาก

สถานการณ์ของผู้พิการในประเทศอุรุกวัยมีวิวัฒนาการจากการมองความพิการผ่าน โมเดลทางการแพทย์ (Medical Model) ซึ่งเน้นการรักษาและการดูแลทางคลินิก ไปสู่แนวทาง ฐานสิทธิ (Rights-based approach) ที่มุ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและการเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียม แม้ว่าในปัจจุบันรัฐบาลจะมีความพยายามในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และการรับรองภาษามืออุรุกวัย (LSU) ในฐานะภาษากลุ่มน้อย แต่ความท้าทายด้านการเข้าถึงอุปกรณ์ช่วยความพิการและโอกาสทางการศึกษายังคงมีอยู่

ประวัติศาสตร์และการพัฒนาการดูแลผู้พิการ

ในยุคแรกของอุรุกวัย ผู้ที่มีความบกพร่องทางจิตมักไม่ได้รับการรักษาอย่างเป็นระบบ จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1788 โรงพยาบาลการกุศลแห่งมอนเตวิเดโอ (Charity Hospital of Montevideo) ได้รับผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางจิตเข้ามารักษาเป็นกลุ่มแรกๆ อย่างไรก็ตาม การดูแลทางการแพทย์ถูกขัดขวางในช่วงสงครามกลางเมืองอุรุกวัยปี ค.ศ. 1843

หลังสิ้นสุดสงคราม แพทย์จากอังกฤษและฝรั่งเศสได้นำความรู้ด้านจิตเวชศาสตร์เข้ามาพัฒนา ส่งผลให้มีการจัดตั้งสถาบันสุขภาพจิตแห่งแรกในปี ค.ศ. 1860 ต่อมาในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 ได้มีการปฏิรูปสู่การสร้าง "ชุมชนบำบัด" (Therapeutic communities) และ "บ้านพักพิง" (Sheltered homes) โดยในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 บริการดูแลผู้มีความบกพร่องทางจิตส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในเมืองมอนเตวิเดโอเท่านั้น

การศึกษาพิเศษและชุมชนคนหูหนวก

ระบบการศึกษาพิเศษในอุรุกวัยเริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1910 โดยสภาการศึกษาประถมศึกษา (Consejo de Educación Primaria) ซึ่งจัดตั้งโรงเรียนสำหรับนักเรียนหูหนวกและผู้ที่มีความบกพร่องทางการพูด

ชุมชนคนหูหนวกในอุรุกวัยมีประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่โดดเด่น โดยในช่วงทศวรรษ 1980 ได้มีการเสนอรูปแบบการศึกษาแบบสองภาษา (Bilingual education) สำหรับเด็กหูหนวก เพื่อให้เป็นต้นแบบแก่ประเทศอื่น ซึ่งช่วยให้คนหูหนวกสามารถเข้าถึงการศึกษาระดับมัธยมศึกษาและมหาวิทยาลัยได้มากขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้มักถูกมองว่าเป็นผู้ป่วยทางพยาธิวิทยา

สถิติและประชากรศาสตร์

จากการสำรวจในปี ค.ศ. 2006 โดยสถาบันสถิติแห่งชาติ (National Institute of Statistics) และคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยความพิการ พบว่าอัตราผู้พิการในอุรุกวัยอยู่ที่ร้อยละ 9.2 โดยในเมืองหลวงมอนเตวิเดโอมีอัตราสูงกว่าค่าเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 11.5 และพบว่าผู้พิการในพื้นที่นี้มีแนวโน้มที่จะประสบปัญหาความยากจนมากกว่า

นอกจากนี้ ผู้พิการในอุรุกวัยยังมีอัตราการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าประชากรทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ

นโยบายและกฎหมายที่สำคัญ

รัฐบาลอุรุกวัยได้ปรับเปลี่ยนทิศทางนโยบายจากการเน้นการรักษาทางการแพทย์มาเป็นแนวทางฐานสิทธิ โดยในปี ค.ศ. 2005 ได้มีการโอนย้ายโครงการความพิการแห่งชาติ (National Disability Programme) จากกระทรวงสาธารณสุขไปยังกระทรวงการพัฒนาสังคม

การส่งเสริมผู้ดูแล (Caregivers)

ภายใต้การนำของพรรค Frente Amplio (FA) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2005 รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับผู้ดูแลที่ไม่ได้ค่าตอบแทน โดยในปี ค.ศ. 2012 ได้เริ่มโครงการเปลี่ยนผู้ดูแลให้เป็นวิชาชีพ เพื่อสร้างรายได้ให้กับผู้ที่ดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ และได้เปิดตัวระบบการดูแลอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 2016 ซึ่งรวมถึงการฝึกอบรมทักษะการดูแล

กรอบกฎหมาย

  • อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (CRPD): อุรุกวัยรับรองอนุสัญญานี้ในปี ค.ศ. 2008 ผ่านพระราชบัญญัติฉบับที่ 18,418
  • พระราชบัญญัติฉบับที่ 18,651 (ค.ศ. 2010): คุ้มครองสิทธิในการเข้าถึงบริการสุขภาพ การศึกษา และการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน
  • พระราชบัญญัติการดูแล (Care Act No. 19,353): ผ่านร่างในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2015 กำหนดให้การดูแลเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ
  • กฎหมายสุขภาพจิต (Law No. 19,529): ผ่านร่างในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2017 แม้จะมีความก้าวหน้าแต่กฎหมายฉบับนี้ยังคงอิงตามโมเดลทางการแพทย์เป็นหลัก

ความท้าทายด้านการศึกษา

ผู้พิการในอุรุกวัยยังคงเผชิญกับอุปสรรคในการเข้าถึงการศึกษาระดับสูง ข้อมูลจากปี ค.ศ. 2004 ระบุว่าเด็กพิการอายุ 4-15 ปี เข้าเรียนเพียงร้อยละ 88 เมื่อเทียบกับประชากรทั่วไป และมีเพียงร้อยละ 32 ที่เรียนจบระดับประถมศึกษา

รายงานจาก UNICEF ในปี ค.ศ. 2017 ระบุว่า 1 ใน 3 ของเด็กที่มีความพิการรุนแรงไม่สามารถเข้าถึงการศึกษา และ 1 ใน 4 ของเด็กพิการสามารถเรียนจบระดับมัธยมศึกษา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าโรงเรียนในอุรุกวัยยังขาดความพร้อมในการบูรณาการเด็กพิการเข้าสู่ห้องเรียนปกติ

องค์กรภาคประชาสังคม

  • Asociación de Sordos del Uruguay (ASUR): ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1928 เป็นองค์กรแรกที่นำโดยผู้ใช้ภาษามืออุรุกวัย (LSU)
  • Centro de Investigación y Desarrollo para la Persona Sorda (CINDE): ก่อตั้งในช่วงทศวรรษ 1980 เพื่อขับเคลื่อนสิทธิพลเมืองของคนหูหนวก
  • Movimiento Estamos Tod@s En Acción (META): เครือข่ายเยาวชนผู้พิการระดับนานาชาติที่มีสมาชิกใน 10 ประเทศ รวมถึงอุรุกวัย

คำถามที่พบบ่อย

อุรุกวัยใช้แนวทางใดในการจัดการความพิการในปัจจุบัน?

ปัจจุบันอุรุกวัยเปลี่ยนจากโมเดลทางการแพทย์ที่เน้นการรักษา มาเป็นแนวทางฐานสิทธิ (Rights-based approach) ที่เน้นการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและการเข้าถึงโอกาส

ภาษามืออุรุกวัย (LSU) มีสถานะอย่างไร?

LSU ได้รับการยอมรับว่าเป็นภาษากลุ่มน้อย และรัฐบาลได้ส่งเสริมการใช้ล่ามภาษามือและการศึกษาแบบสองภาษาสำหรับเด็กหูหนวก

กฎหมายการดูแล (Care Act) ของอุรุกวัยมีความสำคัญอย่างไร?

กฎหมายฉบับนี้ (ปี 2015) กำหนดให้การดูแลเป็นสิทธิที่เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการทุกคนต้องเข้าถึงได้ และมีการส่งเสริมการเปลี่ยนผู้ดูแลที่ไม่ได้ค่าตอบแทนให้เป็นวิชาชีพที่มีรายได้

ความท้าทายหลักของผู้พิการในอุรุกวัยคืออะไร?

ความท้าทายหลักคือการเข้าถึงอุปกรณ์ช่วยความพิการ อัตราการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจที่ต่ำ และอุปสรรคในการเข้าถึงการศึกษาระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษา