← กลับไปยังบทความทั้งหมด

พระราชบัญญัติมอบอำนาจ ค.ศ. 1933 จุดเริ่มต้นของเผด็จการนาซีในเยอรมนี

สรุปใจความสำคัญ

  • ประกาศใช้เมื่อวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 1933
  • โอนอำนาจนิติบัญญัติจากรัฐสภาไปยังคณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของฮิตเลอร์
  • ใช้เหตุการณ์เพลิงไหม้รัฐสภาเป็นข้ออ้างในการจำกัดสิทธิเสรีภาพเพื่อกดดันให้ผ่านกฎหมาย
  • ทำให้เยอรมนีเปลี่ยนจากระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จ

พระราชบัญญัติมอบอำนาจ ค.ศ. 1933 (ภาษาเยอรมัน: Ermächtigungsgesetz 1933) เป็นกฎหมายสำคัญที่ถูกประกาศใช้ในวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ. 1933 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และพรรคนาซีสามารถสถาปนาระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จในเยอรมนีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยการโอนอำนาจนิติบัญญัติจากรัฐสภา (Reichstag) ไปยังคณะรัฐมนตรี ซึ่งนำโดยนายกรัฐมนตรีฮิตเลอร์

เอกสารกฎหมายเยอรมนีปี 1933
เอกสารทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและอาณาจักร (Law to Remedy the Distress of People and Reich) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเข้าสู่อำนาจของนาซี

บริบทและการผลักดันกฎหมาย

หลังจากที่ฮิตเลอร์ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีในเดือนมกราคม ค.ศ. 1933 พรรคนาซีได้พยายามหาทางควบคุมอำนาจรัฐอย่างเบ็ดเสร็จ เหตุการณ์สำคัญที่นำไปสู่การผ่านกฎหมายฉบับนี้คือ เหตุการณ์เพลิงไหม้รัฐสภา (Reichstag Fire) ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1933 ซึ่งนาซีใช้เป็นข้ออ้างในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและจำกัดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมือง โดยอ้างว่าเป็นการป้องกันการก่อจลาจลโดยคอมมิวนิสต์

กระบวนการลงมติ

การผ่านพระราชบัญญัติมอบอำนาจไม่ได้เกิดขึ้นอย่างราบรื่น แต่เกิดจากการใช้ทั้งการข่มขู่และการเจรจาทางเมือง:

  • การข่มขู่: กองกำลัง SA (Sturmabteilung) และ SS ได้เข้าล้อมอาคารที่ใช้ประชุมรัฐสภาเพื่อกดดันสมาชิกสภา
  • การกวาดล้าง: สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ถูกจับกุมหรือถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้าร่วมการลงมติ
  • การเจรจา: ฮิตเลอร์ให้คำมั่นสัญญาแก่พรรคศูนย์กลาง (Centre Party) ว่าจะเคารพสิทธิของศาสนจักรคาทอลิก เพื่อให้ได้เสียงสนับสนุนที่จำเป็นในการผ่านกฎหมายตามรัฐธรรมนูญของสาธารณรัฐไวมาร์

ผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

เมื่อกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ฮิตเลอร์ไม่จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาในการออกกฎหมายอีกต่อไป ซึ่งนำไปสู่กระบวนการที่เรียกว่า Gleichschaltung หรือการทำให้เป็นหนึ่งเดียว โดยมีผลลัพธ์ดังนี้:

  • การยุบพรรคการเมือง: พรรคการเมืองอื่น ๆ ถูกสั่งห้ามดำเนินกิจกรรมและถูกประกาศให้เป็นสิ่งผิดกฎหมาย จนเยอรมนีกลายเป็นรัฐพรรคเดียว (One-party state)
  • การควบคุมสื่อ: กระทรวงโฆษณาชวนเชื่อถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อควบคุมข้อมูลข่าวสารทั้งหมดในประเทศ
  • การละเมิดสิทธิมนุษยชน: การออกกฎหมายจำกัดสิทธิของชาวเยอรมันเชื้อสายยิวและกลุ่มคนที่ถูกมองว่าไม่พึงประสงค์ เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นระบบ

พระราชบัญญัติมอบอำนาจจึงไม่ใช่เพียงแค่กฎหมายฉบับหนึ่ง แต่เป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่ใช้ทำลายระบอบประชาธิปไตยของสาธารณรัฐไวมาร์จากภายใน และปูทางไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และการเกิดสงครามโลกครั้งที่สองในเวลาต่อมา

คำถามที่พบบ่อย

พระราชบัญญัติมอบอำนาจ ค.ศ. 1933 คืออะไร?

คือกฎหมายที่อนุญาตให้คณะรัฐมนตรีของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ สามารถออกกฎหมายได้โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา (Reichstag) ซึ่งเป็นการโอนอำนาจนิติบัญญัติมาไว้ที่ฝ่ายบริหาร

ทำไมกฎหมายฉบับนี้ถึงสำคัญในประวัติศาสตร์?

เพราะเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่ทำให้ฮิตเลอร์สามารถสถาปนาอำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และทำลายระบอบประชาธิปไตยของสาธารณรัฐไวมาร์

พรรคนาซีใช้วิธีใดเพื่อให้กฎหมายฉบับนี้ผ่านการเห็นชอบ?

ใช้การข่มขู่โดยกองกำลัง SA และ SS, การจับกุมสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ และการเจรจาต่อรองกับพรรคการเมืองสายกลางเพื่อให้ได้เสียงสนับสนุน

ผลลัพธ์ที่ทันทีหลังการผ่านกฎหมายนี้คืออะไร?

นำไปสู่การสั่งห้ามพรรคการเมืองอื่น ๆ ทั้งหมด และการเริ่มต้นกระบวนการ Gleichschaltung หรือการควบคุมทุกภาคส่วนของสังคมให้เป็นไปตามแนวทางของนาซี