← กลับไปยังบทความทั้งหมด

สิ่งแวดล้อมในมอเตอร์สปอร์ต การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน

สรุปใจความสำคัญ

  • Formula E เป็นแชมเปียนชิปแรกที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบในการแข่งขันรถสูตร
  • Extreme E ใช้เรือ RMS St Helena ในการขนส่งอุปกรณ์เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนจากการขนส่งทางอากาศ
  • IndyCar เป็นซีรีส์รถล้อเปิดรายใหญ่รายแรกที่เปลี่ยนมาใช้เชื้อเพลิงเอทานอลในปี 2007

ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมในมอเตอร์สปอร์ตครอบคลุมถึงความพยายามทั้งหมดในการแข่งขันรถยนต์เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะโลกร้อน โดยมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ และเชื้อเพลิงทางเลือกมาใช้เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความเร็วและความรับผิดชอบต่อโลก

การเริ่มต้นและการตอบรับในช่วงแรก

ซีรีส์แรกๆ ที่ตอบสนองต่อกระแสการรักษาสิ่งแวดล้อมคือ International Formula Master ซึ่งเคยมีแผนจะใช้ระบบไฮบริดเบนซิน-ไฟฟ้าและระบบเบรกแบบคืนพลังงาน (Regenerative Braking) ในฤดูกาล 2007 แม้ว่าในภายหลังจะกลับไปใช้เชื้อเพลิงปกติก็ตาม

ในขณะเดียวกัน Audi ได้พิสูจน์ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ดีเซลด้วย R10 ที่คว้าชัยใน American Le Mans Series และในสหราชอาณาจักร ทีม West Surrey Racing (WSR) ในรายการ British Touring Car Championship ได้นำรถ MG ZS ที่ใช้เชื้อเพลิงเอทานอลมาแข่งขัน

การกำเนิดของแชมเปียนชิปสายกรีน

รถแข่งไฟฟ้าในรายการ Formula E
นวัตกรรมรถแข่งไฟฟ้าที่มุ่งเน้นความยั่งยืน

Formula E

ในปี 2012 FIA ได้ประกาศจัดตั้งการแข่งขันรถยนต์สูตรไฟฟ้าเต็มรูปแบบในชื่อ FIA Formula E Championship ซึ่งเริ่มแข่งขันครั้งแรกในเดือนกันยายน 2014 โดยมีผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำระดับโลกเข้าร่วมมากมาย เช่น Jaguar, Audi, Nissan, BMW และ Mahindra

Extreme E

Extreme E เป็นซีรีส์การแข่งรถออฟโรดระดับนานาชาติที่ชูเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นหัวใจหลัก โดยใช้รถ SUV ไฟฟ้า Spark Odyssey 21 แข่งขันในพื้นที่ห่างไกลที่ได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ เพื่อสร้างความตระหนักรู้และดำเนินโครงการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนจากการขนส่งทางอากาศ Extreme E ได้ปรับปรุงเรือ RMS St Helena เพื่อใช้ขนส่งอุปกรณ์และรถแข่งไปยังจุดหมายต่างๆ พร้อมทั้งติดตั้งห้องปฏิบัติการเพื่อวิจัยวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศระหว่างการเดินทาง

การปรับตัวในรายการแข่งขันอื่นๆ

Formula One (F1)

FIA เริ่มหารือเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของ F1 อย่างจริงจังในปี 2007 อย่างไรก็ตาม ทีม Honda Works ได้นำหน้าด้วยการส่งรถ RA107 ที่ไม่มีสปอนเซอร์และใช้ลวดลายรูปโลกเพื่อสื่อถึงความต้องการด้านสิ่งแวดล้อม แม้ว่าจะได้รับเสียงวิจารณ์ว่าเป็นการสร้างภาพ แต่ก็ช่วยกระตุ้นให้ประเด็นนี้ถูกนำมาพิจารณามากขึ้น

ในด้านเทคนิค F1 ได้มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญดังนี้:

  • ปี 2009: เริ่มนำระบบ Kinetic Energy Recovery (KERS) มาใช้
  • ปี 2013: เปลี่ยนจากเครื่องยนต์ V8 เป็นเครื่องยนต์ V6 เทอร์โบชาร์จ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง

มอเตอร์สปอร์ตในอเมริกาเหนือและรถสปอร์ต

IndyCar เป็นซีรีส์รถล้อเปิดรายใหญ่รายแรกที่เปลี่ยนจากเชื้อเพลิงเมทานอลเป็นเอทานอลในปี 2007 เพื่อลดก๊าซเรือนกระจก

สำหรับการแข่งรถสปอร์ต ทั้ง Le Mans Series และ American Le Mans Series ได้นำเครื่องยนต์ดีเซลมาใช้ เช่น Audi R10 TDI และ Peugeot 908 HDi FAP นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี 2011 คลาส LMP1 ได้เริ่มใช้ระบบขับเคลื่อนไฮบริดโดยผู้ผลิตอย่าง Audi, Toyota, Porsche และ Nissan

รถทัวริ่งคาร์และการแข่งรถล้อเปิดในยุโรป

ในรายการ BTCC มีการใช้รถ Vauxhall Astra พลังงานไบโอเอทานอลโดย Paul O'Neill และ Alfa Romeo ได้เปิดตัวรถแข่งดีเซลในปี 2007 นอกจากนี้ รายการ World Series by Renault ยังเป็นซีรีส์รถล้อเปิดรายใหญ่ในยุโรปรายแรกที่ประกาศเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในปี 2008

คำถามที่พบบ่อย

Formula E คืออะไร?

คือการแข่งขันรถยนต์สูตรไฟฟ้าเต็มรูปแบบที่ก่อตั้งโดย FIA เพื่อส่งเสริมเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและความยั่งยืน

Extreme E แตกต่างจากการแข่งรถทั่วไปอย่างไร?

Extreme E แข่งขันในพื้นที่ห่างไกลที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน และใช้รถ SUV ไฟฟ้า พร้อมมีโครงการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมในพื้นที่นั้นๆ

Formula One มีการปรับตัวด้านสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง?

F1 ได้เปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ V6 เทอร์โบชาร์จ และนำระบบคืนพลังงานจลน์ (KERS) มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน