← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป

สรุปใจความสำคัญ

  • EU ETS เริ่มดำเนินการในปี 2005 และเป็นระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ใหญ่ที่สุดในโลก
  • ใช้กลไก Cap and Trade โดยกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซรวมและอนุญาตให้ซื้อขายสิทธิ (Allowances) ได้
  • เป้าหมายคือการลดเพดานการปล่อยก๊าซให้เหลือศูนย์ภายในปี 2039
  • ระบบ EU ETS2 ที่จะเริ่มในปี 2027 จะขยายขอบเขตครอบคลุมภาคการขนส่งและอาคาร

ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป (European Union Emissions Trading System หรือ EU ETS) คือกลไกการควบคุมมลพิษทางอากาศในรูปแบบ "Cap and Trade" (การกำหนดเพดานและสิทธิในการซื้อขาย) ซึ่งเริ่มดำเนินการในปี 2005 โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในสหภาพยุโรป (EU) ผ่านการใช้กลไกราคาตลาดเพื่อกระตุ้นให้ภาคอุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ

กลไกการทำงานของระบบ Cap and Trade

ระบบ EU ETS ทำงานโดยการกำหนด "เพดาน" (Cap) หรือปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดที่อนุญาตให้ปล่อยได้ในแต่ละปีสำหรับทุกสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ เมื่อเวลาผ่านไป เพดานนี้จะค่อยๆ ลดลงเพื่อให้แน่ใจว่าการปล่อยก๊าซในภาพรวมลดลงตามเป้าหมายทางสภาพภูมิอากาศ

  • สิทธิในการปล่อยก๊าซ (Allowances): สิทธิ 1 หน่วย (EUA) มีค่าเท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ตัน (1 tCO2)
  • การจัดสรรสิทธิ: สิทธิเหล่านี้จะถูกนำมาประมูลขายหรือจัดสรรให้แก่บริษัทต่างๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในบางกรณี
  • การซื้อขายในตลาด: หากบริษัทใดสามารถลดการปล่อยก๊าซได้ต่ำกว่าจำนวนสิทธิที่ตนมี จะสามารถนำสิทธิส่วนเกินไปขายให้กับบริษัทอื่นที่ปล่อยก๊าซเกินโควตาได้
  • ภาระผูกพัน: สถานประกอบการต้องตรวจสอบและรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซ และต้องส่งมอบสิทธิให้แก่หน่วยงานกำกับดูแลให้ครบตามจำนวนที่ปล่อยจริง หากไม่ปฏิบัติตามจะต้องเสียค่าปรับในอัตราที่สูง
กราฟแสดงราคาของสิทธิในการปล่อยก๊าซ EUA ในระบบ EU ETS ระหว่างปี 2010 ถึง 2024
แนวโน้มราคาของสิทธิในการปล่อยก๊าซ (EUA) ในตลาดสหภาพยุโรป ซึ่งส่งผลต่อแรงจูงใจในการลดการปล่อยคาร์บอนของภาคธุรกิจ

ขอบเขตและวิวัฒนาการของระบบ

ในช่วงเริ่มต้น ระบบ EU ETS ครอบคลุมโรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมหนักที่มีการจ่ายความร้อนสุทธิมากกว่า 20 เมกะวัตต์ (MW) ซึ่งคิดเป็นประมาณ 40-46% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดของสหภาพยุโรป

การขยายตัวสู่ EU ETS2

เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลดก๊าซเรือนกระจก สหภาพยุโรปได้วางแผนนำระบบ EU ETS2 มาใช้ในปี 2027 ซึ่งจะครอบคลุมภาคส่วนที่เดิมไม่ได้อยู่ในระบบเดิม ได้แก่:

  • การขนส่งทางถนน
  • อาคารและที่พักอาศัย
  • สถานประกอบการทางอุตสาหกรรมบางประเภทที่ไม่อยู่ในระบบแรก

ความแตกต่างสำคัญคือ EU ETS2 จะเน้นการควบคุมที่ "ต้นน้ำ" (Upstream) โดยกำหนดให้ผู้จัดจำหน่ายเชื้อเพลิงเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดหาและส่งมอบสิทธิในการปล่อยก๊าซ แทนที่จะเป็นผู้บริโภคปลายทาง เมื่อรวมทั้งสองระบบเข้าด้วยกัน จะครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 75% ของสหภาพยุโรป

ผลกระทบและประสิทธิภาพ

ข้อมูลจากการศึกษาหลายฉบับชี้ให้เห็นว่า EU ETS มีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยในช่วงปี 2005-2025 การปล่อยก๊าซในภาคส่วนที่ถูกควบคุมลดลงประมาณ 50% ซึ่งสูงกว่าภาคส่วนที่ไม่ได้ถูกควบคุมซึ่งลดลงเพียง 20%

นอกจากเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศแล้ว ระบบนี้ยังส่งผลบวกต่อสุขภาพของประชาชนในท้องถิ่น เนื่องจากช่วยลดมลพิษทางอากาศอื่นๆ เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2), ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM) และไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) ที่มักถูกปล่อยออกมาพร้อมกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ความท้าทายในระยะแรก

ในช่วงระยะแรก (Phase I) ระบบประสบปัญหาการจัดสรรสิทธิเกินความจำเป็น (Overallocation) ซึ่งส่งผลให้ราคาของสิทธิในการปล่อยก๊าซดิ่งลงอย่างรุนแรง จากจุดสูงสุดที่ 30 ยูโรต่อตัน ลงมาเหลือเพียง 1 ยูโรต่อตันในช่วงต้นปี 2007 ความผันผวนนี้ทำให้ธุรกิจขาดแรงจูงใจในการลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เนื่องจากต้นทุนในการซื้อสิทธิในตลาดมีราคาถูกกว่าการลงทุนปรับปรุงโรงงาน

คำถามที่พบบ่อย

EU ETS คืออะไร?

คือระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรปที่ใช้หลักการ Cap and Trade เพื่อจำกัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมและใช้กลไกราคาตลาดกระตุ้นให้บริษัทลดการปล่อยคาร์บอน

สิทธิในการปล่อยก๊าซ (Allowance) 1 หน่วยมีค่าเท่ากับเท่าใด?

สิทธิ 1 หน่วย (EUA) อนุญาตให้ผู้ถือครองปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 1 ตัน (1 tCO2)

EU ETS2 แตกต่างจาก EU ETS เดิมอย่างไร?

EU ETS2 จะครอบคลุมภาคส่วนการขนส่งทางถนนและอาคาร โดยเน้นการควบคุมที่ผู้จัดจำหน่ายเชื้อเพลิง (ต้นน้ำ) แทนที่จะเป็นผู้บริโภคหรือโรงงานโดยตรง

ระบบนี้ช่วยลดมลพิษทางอากาศด้านอื่นนอกเหนือจาก CO2 หรือไม่?

ใช่ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมักนำไปสู่การลดมลพิษทางอากาศอื่นๆ เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์และไนโตรเจนออกไซด์ ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง