← กลับไปยังบทความทั้งหมด

พระราชบัญญัติอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนยุโรป ค.ศ. 2003 ของไอร์แลนด์

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นกฎหมายที่ทำให้การบังคับใช้สิทธิมนุษยชนตามมาตรฐานยุโรปมีผลในกฎหมายไอร์แลนด์
  • ศาลต้องตีความกฎหมายให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนยุโรปเท่าที่ทำได้
  • คำประกาศความไม่สอดคล้อง (Declaration of Incompatibility) ไม่ทำให้กฎหมายนั้นเป็นโมฆะ แต่เป็นการแจ้งให้รัฐสภาทราบเพื่อพิจารณาแก้ไข

พระราชบัญญัติอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนยุโรป ค.ศ. 2003 (European Convention on Human Rights Act 2003) เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นโดยรัฐสภาไอร์แลนด์ (Oireachtas) เพื่อให้การบังคับใช้ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนยุโรป (European Convention on Human Rights - ECHR) มีผลในทางปฏิบัติภายในกฎหมายของประเทศไอร์แลนด์ โดยมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับพระราชบัญญัติสิทธิมนุษยชน ค.ศ. 1998 ของสหราชอาณาจักร

บทบัญญัติหลักของพระราชบัญญัติ

กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้นำอนุสัญญาฯ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายภายในโดยตรง แต่กำหนดให้ศาลต้องตีความกฎหมายให้สอดคล้องกับอนุสัญญาฯ เท่าที่สามารถทำได้ และกำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะที่สอดคล้องกับอนุสัญญาฯ เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

มาตรา 2 การตีความกฎหมาย

มาตรา 2 กำหนดให้ศาลต้องใช้กฎเกณฑ์ของกฎหมายจารีตประเพณี (Common Law) และบทบัญญัติของกฎหมายลายลักษณ์อักษร โดยให้ตีความให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนยุโรป ภายใต้กฎเกณฑ์การตีความทางกฎหมายที่มีอยู่

มาตรา 3 หน้าที่ของหน่วยงานรัฐ

มาตรา 3 กำหนดให้ "หน่วยงานของรัฐ" (Organs of State) ซึ่งหมายถึงศาลชำระความ หรือหน่วยงานใดๆ ที่จัดตั้งขึ้นหรือเป็นช่องทางในการใช้อำนาจของรัฐ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้สอดคล้องกับอนุสัญญาฯ หากบุคคลใดได้รับความเสียหายหรือสูญเสียจากการที่หน่วยงานรัฐไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดนี้ บุคคลนั้นมีสิทธิได้รับค่าเสียหาย

มาตรา 5 คำประกาศความไม่สอดคล้อง

มาตรา 5 ให้อำนาจศาลในการออก "คำประกาศความไม่สอดคล้อง" (Declaration of Incompatibility) เมื่อพบว่าบทบัญญัติของกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ของกฎหมายจารีตประเพณีไม่สอดคล้องกับอนุสัญญาฯ อย่างไรก็ตาม คำประกาศนี้ไม่มีผลทำให้กฎหมายดังกล่าวเป็นโมฆะหรือสิ้นผลบังคับใช้ แต่จะทำให้นายกรัฐมนตรี (Taoiseach) ต้องแจ้งเรื่องดังกล่าวให้สภาผู้แทนราษฎร (Dáil) และวุฒิสภา (Seanad) ทราบ

นอกจากนี้ ผู้ร้องที่ได้รับคำประกาศความไม่สอดคล้องอาจได้รับค่าชดเชยทางการเงินตามหลักการ "การชดเชยที่เหมาะสม" (Just Satisfaction) ภายใต้มาตรา 41 ของอนุสัญญาฯ ซึ่งการให้ค่าชดเชยนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของรัฐบาล

คดีสำคัญที่เกี่ยวข้อง

คดี Carmody v Minister for Justice

คดี Carmody v Minister for Justice เป็นคดีสำคัญคดีแรกที่ศาลสูง (High Court) ได้วินิจฉัยโดยใช้กฎหมายฉบับนี้ โดยจำเลยซึ่งเป็นเกษตรกรถูกฟ้องในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติโรคสัตว์ ค.ศ. 1966 และได้โต้แย้งว่าการที่รัฐไม่จัดหาความช่วยเหลือทางกฎหมายให้ฟรีนั้น ขัดต่อทั้งรัฐธรรมนูญของไอร์แลนด์และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนยุโรป

ผู้พิพากษา Laffoy ได้ใช้กฎการหลีกเลี่ยง (Rule of Avoidance) โดยวินิจฉัยว่าศาลควรพิจารณาประเด็นเรื่องอนุสัญญาฯ ก่อนที่จะพิจารณาประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญ และในท้ายที่สุดโจทก์เป็นฝ่ายแพ้คดีทั้งสองประเด็น ซึ่งคำตัดสินนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบจากนักวิชาการกฎหมายบางส่วน

คำถามที่พบบ่อย

พระราชบัญญัติอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนยุโรป ค.ศ. 2003 คืออะไร?

เป็นกฎหมายของไอร์แลนด์ที่กำหนดให้ศาลและหน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติหน้าที่และตีความกฎหมายให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนยุโรป (ECHR)

หากศาลพบว่ากฎหมายไม่สอดคล้องกับอนุสัญญาฯ จะเกิดอะไรขึ้น?

ศาลจะออก 'คำประกาศความไม่สอดคล้อง' ซึ่งไม่ได้ทำให้กฎหมายนั้นสิ้นผลบังคับใช้ แต่จะแจ้งให้นายกรัฐมนตรีนำเรื่องเข้าสู่รัฐสภาเพื่อพิจารณา

หน่วยงานของรัฐที่ฝ่าฝืนอนุสัญญาฯ จะส่งผลอย่างไรต่อผู้เสียหาย?

บุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการที่หน่วยงานของรัฐไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้สอดคล้องกับอนุสัญญาฯ มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายได้