← กลับไปยังบทความทั้งหมด

เภสัชกรรมเชิงประจักษ์ในประเทศกำลังพัฒนา

สรุปใจความสำคัญ

  • นโยบายยาแห่งชาติมักถูกผลักดันโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่อให้ประชากรเข้าถึงยาที่จำเป็นได้อย่างทั่วถึงและปลอดภัย
  • การใช้ชื่อสามัญทางยา (Generic prescribing) และการจัดทำรายการยาหลักแห่งชาติเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดค่าใช้จ่ายด้านยา
  • การสั่งใช้ยาอย่างสมเหตุผลต้องอาศัยการประเมินหลักฐานทางคลินิก (Clinical evidence) มากกว่าการตลาดของบริษัทยา
  • ปัญหาการใช้ยาฉีดเกินความจำเป็นในประเทศกำลังพัฒนามักเกิดจากความเชื่อที่ผิดและการขาดบุคลากรที่เชี่ยวชาญ

เภสัชกรรมเชิงประจักษ์ (Evidence-based Pharmacy) ในประเทศกำลังพัฒนา มุ่งเน้นไปที่การประยุกต์ใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อปรับปรุงการเข้าถึงยา การกระจายยา และการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (Rational Drug Use) เพื่อให้ประชากรได้รับยาที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และมีราคาที่เหมาะสม

นโยบายยาแห่งชาติและการจัดการยา

หลายประเทศกำลังพัฒนาได้จัดทำนโยบายยาแห่งชาติ (National Drug Policies) ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์หลัก ดังนี้:

  • การสร้างความมั่นใจในการเข้าถึงยา: จัดหายาให้เพียงพอต่อความต้องการของประชากรและปรับปรุงระบบการกระจายยาให้ครอบคลุมทุกพื้นที่
  • การควบคุมคุณภาพและประสิทธิภาพ: ตรวจสอบให้ยามีคุณภาพ มีความปลอดภัย และมีประสิทธิผลในการรักษา
  • การป้องกันการใช้ยาในทางที่ผิด: ปกป้องสาธารณชนจากการใช้ยาที่ผิดวัตถุประสงค์หรือการใช้ยาเกินความจำเป็น
  • การพึ่งพาตนเอง: พัฒนาศักยภาพทางเภสัชกรรมภายในประเทศเพื่อลดการนำเข้าและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ตัวอย่างการดำเนินงานในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีการกำหนดนโยบายยาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 ได้มีการนำมาตรการต่างๆ มาใช้ เช่น การจัดทำรายการยาหลักแห่งชาติ (National List of Essential Drugs) ที่มีการปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ การกำหนดให้ใช้ชื่อสามัญทางยา (Generic names) ในการสั่งยาในสถาบันภาครัฐ และการจัดตั้งคณะกรรมการเภสัชกรรมและการบำบัด (Pharmacy and Therapeutics Committees) ในโรงพยาบาลทุกแห่ง

การส่งเสริมการสั่งใช้ยาอย่างสมเหตุผล

ความท้าทายสำคัญในประเทศกำลังพัฒนาคือการส่งเสริมให้บุคลากรทางการแพทย์สั่งใช้ยาอย่างสมเหตุผล โดยองค์การอนามัยโลกได้นำเสนอแนวทางในคู่มือ A Guide to Good Prescribing ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้:

  1. กำหนดปัญหาของผู้ป่วยให้ชัดเจน
  2. ระบุวัตถุประสงค์ของการรักษา
  3. ตรวจสอบว่ายาที่เลือกเหมาะสมกับผู้ป่วยรายนั้นหรือไม่
  4. เริ่มการรักษา
  5. ให้ข้อมูล คำแนะนำ และคำเตือนแก่ผู้ป่วย
  6. ติดตามผลการรักษาหรือยุติการรักษาเมื่อบรรลุเป้าหมาย

แนวทางนี้เน้นการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์จากผลการทดลองทางคลินิกที่ควบคุมได้ (Controlled Clinical Trials) เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัย โดยสนับสนุนให้เลือกยาที่มีการศึกษาอย่างถี่ถ้วน มีคุณสมบัติทางเภสัชจลนศาสตร์ที่ดี และผลิตได้ภายในประเทศ เพื่อลดต้นทุนและหลีกเลี่ยงการใช้ยาผสม (Combination drugs) ที่ไม่มีข้อบ่งชี้ชัดเจน

ปัญหาการใช้ยาฉีดเกินความจำเป็น

ในบางพื้นที่ยังพบปัญหาการใช้ยาฉีดอย่างไม่เหมาะสม เช่น ผลการศึกษาในอินโดนีเซียพบว่าเด็กทารกและเด็กเล็กเกือบ 50% และผู้ป่วยอายุ 5 ปีขึ้นไปถึง 75% ที่เข้ารับบริการในศูนย์สุขภาพของรัฐได้รับยาฉีด ซึ่งมักเป็นการใช้ในโรคผิวหนัง ปัญหาทางกล้ามเนื้อและกระดูก หรือการขาดสารอาหาร นอกจากนี้ ยาฉีดมักถูกบริหารโดยบุคลากรที่ขาดการฝึกอบรม เช่น ผู้ขายยาที่ไม่มีความรู้เรื่องเทคนิคปลอดเชื้อ (Aseptic techniques)

บทบาทขององค์กรระหว่างประเทศและอุตสาหกรรมยา

เครือข่ายระหว่างประเทศเพื่อการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (International Network for the Rational Use of Drugs - INRUD) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2532 มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลผ่านโปรแกรมการฝึกอบรมและการวิจัยเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ยาในประเทศสมาชิก

อย่างไรก็ตาม อิทธิพลของอุตสาหกรรมยาเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการสั่งใช้ยา โดยเฉพาะการใช้ระบบแรงจูงใจ (Incentives) สำหรับแพทย์และเภสัชกร เช่น ของขวัญหรือการเชิญเข้าร่วมการประชุมวิชาการ เพื่อกระตุ้นให้สั่งใช้ยาบางยี่ห้อหรือยาตัวใหม่ที่มีราคาสูง ซึ่งอาจไม่สอดคล้องกับรายการยาหลักแห่งชาติหรือหลักการสั่งใช้ยาอย่างสมเหตุผล

คำถามที่พบบ่อย

เภสัชกรรมเชิงประจักษ์มีความสำคัญอย่างไรในประเทศกำลังพัฒนา?

ช่วยให้การเลือกใช้ยาตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และหลักฐานเชิงประจักษ์ แทนที่จะใช้ความคุ้นเคยหรือการตลาดของบริษัทยา ทำให้ผู้ป่วยได้รับยาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในราคาที่เหมาะสมที่สุด

การใช้ยาอย่างสมเหตุผล (Rational Drug Use) คืออะไร?

คือการที่ผู้ป่วยได้รับยาที่เหมาะสมกับอาการทางคลินิก ในขนาดยาที่เหมาะสมกับความต้องการรายบุคคล ในระยะเวลาที่เหมาะสม และมีราคาต่ำที่สุดต่อชุมชนและผู้ป่วย

รายการยาหลักแห่งชาติ (Essential Drugs List) มีประโยชน์อย่างไร?

ช่วยให้รัฐบาลสามารถบริหารจัดการงบประมาณด้านยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ มุ่งเน้นการจัดหายาที่จำเป็นที่สุดต่อประชากรส่วนใหญ่ และให้ความมั่นใจว่ายาดังกล่าวมีคุณภาพและราคาที่เข้าถึงได้