การกำกับดูแลอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโดย FDA สหรัฐอเมริกา
สรุปใจความสำคัญ
- FDA สหรัฐฯ กำกับดูแลอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโดยอาศัยอำนาจจาก Federal Food, Drug, and Cosmetic Act
- กฎหมาย DSHEA 1994 ทำให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารถูกจัดเป็นอาหาร ไม่ใช่ยา ทำให้ไม่ต้องผ่านการพิสูจน์ประสิทธิภาพก่อนวางขาย
- นิยามของอาหารและยาในสหรัฐฯ มีความคาบเกี่ยวกัน หากอาหารมีการกล่าวอ้างสรรพคุณรักษาโรค อาจถูกจัดเป็นยา
- Delaney Clause ในกฎหมายปี 1958 ห้ามใช้สารที่ก่อมะเร็งในสัตว์หรือมนุษย์เป็นวัตถุเจือปนอาหาร
การกำกับดูแลอาหารและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในสหรัฐอเมริกาดำเนินการโดย องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (U.S. Food and Drug Administration หรือ FDA) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่ตราขึ้นโดยสภาคองเกรส เพื่อควบคุมคุณภาพ ความปลอดภัย และการกล่าวอ้างสรรพคุณบนฉลากของผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายเป็นอาหารในสหรัฐอเมริกา โดยอาศัยอำนาจหลักจาก พระราชบัญญัติอาหาร ยา และเครื่องสำอางแห่งสหพันธรัฐ (Federal Food, Drug, and Cosmetic Act) และกฎหมายประกอบอื่น ๆ
การแบ่งประเภทสารที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล
FDA แบ่งสารที่กำกับดูแลในฐานะอาหารออกเป็นหลายหมวดหมู่ ซึ่งแต่ละหมวดหมู่มีมาตรฐานการควบคุมที่แตกต่างกัน ดังนี้:
- อาหาร (Foods): ผลิตภัณฑ์ที่ใช้เพื่อการบริโภคของมนุษย์หรือสัตว์
- วัตถุเจือปนอาหาร (Food Additives): สารที่เติมลงในอาหารเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ
- สารปนเปื้อน (Added Substances): สารที่ไม่ได้ตั้งใจเติมลงในอาหาร แต่หลุดรอดเข้าไปในกระบวนการผลิตหรือการจัดเก็บ
- ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Dietary Supplements): ผลิตภัณฑ์ที่ใช้สารอาหารเพื่อเสริมการบริโภคอาหารปกติ
วิวัฒนาการของกฎหมายการกำกับดูแล
Pure Food and Drug Act (ค.ศ. 1906)
เป็นกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคฉบับแรก ๆ ของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ซึ่งนำไปสู่การก่อตั้ง FDA โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสั่งห้ามการค้าอาหารและยาที่ปลอมปน (Adulterated) หรือติดฉลากผิด (Mislabeled) ทั้งในระดับรัฐและระหว่างประเทศ กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้ต้องระบุส่วนผสมสำคัญบนฉลาก และต้องมีความบริสุทธิ์ตามมาตรฐานของ The United States Pharmacopeia หรือ The National Formulary โดยแรงผลักดันสำคัญส่วนหนึ่งมาจากนวนิยายเรื่อง The Jungle ของ Upton Sinclair ที่ตีแผ่ความไม่สะอาดของโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์
Federal Food, Drug, and Cosmetic Act (ค.ศ. 1938)
กฎหมายฉบับนี้มอบอำนาจให้ FDA ควบคุมความปลอดภัยของอาหาร ยา และเครื่องสำอางอย่างครอบคลุมมากขึ้น โดยมีสาเหตุมาจากการเสียชีวิตของผู้ป่วยกว่า 100 ราย จากยา Sulfanilamide ที่ใช้ Diethylene Glycol เป็นตัวทำละลาย (เหตุการณ์ Elixir Sulfanilamide disaster) กฎหมายฉบับนี้ได้เข้ามาแทนที่ Pure Food and Drug Act ปี 1906 และมีการแก้ไขเพิ่มเติมหลายครั้ง รวมถึงการเพิ่มข้อกำหนดด้านการเตรียมพร้อมรับมือการก่อการร้ายทางชีวภาพ (Bioterrorism)
Food Additives Amendment (ค.ศ. 1958)
เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อตอบสนองต่อความกังวลเรื่องความปลอดภัยของวัตถุเจือปนอาหารชนิดใหม่ โดยมีการกำหนดนิยาม "Generally Recognized as Safe" (GRAS) ซึ่งหมายถึงสารที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปว่าปลอดภัยเนื่องจากมีการใช้งานมาอย่างยาวนานและเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง นอกจากนี้ยังมี Delaney Clause ซึ่งระบุว่าหากสารใดถูกพบว่าก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์หรือสัตว์ จะไม่สามารถนำมาใช้เป็นวัตถุเจือปนอาหารได้
Dietary Supplement Health and Education Act (DSHEA ค.ศ. 1994)
กฎหมายฉบับนี้กำหนดนิยามและวิธีการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยกำหนดให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารถูกจัดประเภทเป็น "อาหาร" แทนที่จะเป็น "ยา" ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องแสดงหลักฐานด้านประสิทธิภาพหรือความปลอดภัยก่อนนำออกสู่ตลาด (Pre-market approval) เหมือนกับยา
การนิยาม "อาหาร" และความแตกต่างจาก "ยา"
ตามกฎหมาย อาหารหมายถึง สิ่งที่ใช้เป็นอาหารหรือเครื่องดื่มสำหรับมนุษย์หรือสัตว์ หมากฝรั่ง และส่วนประกอบของสิ่งดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การแยกแยะระหว่าง "อาหาร" และ "ยา" มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากยาถูกนิยามว่าเป็นสิ่งที่มุ่งหมายเพื่อส่งผลต่อโครงสร้างหรือการทำงานของร่างกายมนุษย์หรือสัตว์ (ซึ่งไม่ใช่อาหาร)
หากผลิตภัณฑ์ที่ปกติถือเป็นอาหาร แต่มีการกล่าวอ้างสรรพคุณในการรักษาโรค ผลิตภัณฑ์นั้นอาจถูก FDA กำกับดูแลในฐานะ "ยา" ทันที ตัวอย่างเช่น ในคดี Nutrilab, Inc. v. Schweiker (1983) ศาลตัดสินว่าสารยับยั้งแป้ง (Starch blockers) ที่สกัดจากถั่วแดงและขายในรูปแบบเม็ด ไม่ถือเป็นอาหารเนื่องจากไม่ได้บริโภคเพื่อรสชาติ กลิ่น หรือคุณค่าทางโภชนาการเป็นหลัก แต่ถือเป็นยา
คำถามที่พบบ่อย
FDA สหรัฐฯ ควบคุมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเหมือนกับยาหรือไม่?
ไม่เหมือนกัน ตามกฎหมาย DSHEA 1994 ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารถูกจัดประเภทเป็นอาหาร ซึ่งหมายความว่าผู้ผลิตไม่ต้องพิสูจน์ความปลอดภัยและประสิทธิภาพต่อ FDA ก่อนที่จะนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด ต่างจากยาที่ต้องผ่านการทดสอบและอนุมัติอย่างเข้มงวด
GRAS คืออะไร?
GRAS ย่อมาจาก Generally Recognized as Safe หมายถึงสารหรือวัตถุเจือปนอาหารที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปว่าปลอดภัย โดยอาศัยหลักฐานจากการใช้งานมาอย่างยาวนานหรือการยอมรับทางวิทยาศาสตร์ ทำให้ไม่ต้องผ่านการประเมินความปลอดภัยใหม่ทุกครั้ง
อาหารสามารถกลายเป็นยาได้ในทางกฎหมายได้อย่างไร?
หากผู้ผลิตหรือผู้ขายกล่าวอ้างว่าอาหารชนิดนั้นสามารถรักษา บรรเทา หรือป้องกันโรคได้ FDA จะถือว่าผลิตภัณฑ์นั้นมีจุดประสงค์เพื่อใช้เป็นยา และจะกำกับดูแลภายใต้กฎระเบียบของยาแทน
Pure Food and Drug Act 1906 มีความสำคัญอย่างไร?
เป็นกฎหมายฉบับแรกที่มุ่งเน้นการคุ้มครองผู้บริโภคจากการบริโภคอาหารและยาที่ปลอมปนหรือติดฉลากผิด และเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การก่อตั้งหน่วยงาน FDA ในเวลาต่อมา