← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ผู้ลี้ภัยชาวฟิลิปปินส์

สรุปใจความสำคัญ

  • ผู้ลี้ภัยชาวฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่ลี้ภัยจากความขัดแย้งของชาวโมโรในมินดาเนาช่วงทศวรรษ 1970
  • รัฐซาบาห์ของมาเลเซียเป็นพื้นที่รองรับผู้ลี้ภัยชาวฟิลิปปินส์กลุ่มใหญ่ที่สุด
  • มาเลเซียไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาผู้ลี้ภัยปี 1951 ทำให้ผู้ลี้ภัยมักถูกมองว่าเป็นผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย
  • มีการใช้บัตร IMM13 เพื่อให้สิทธิการพำนักชั่วคราวแก่ผู้ลี้ภัยชาวฟิลิปปินส์ในมาเลเซีย

ผู้ลี้ภัยชาวฟิลิปปินส์ คือบุคคลที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งต้องลี้ภัยออกจากประเทศเนื่องจากความขัดแย้งทางการเมือง สงครามกลางเมือง หรือปัจจัยทางเศรษฐกิจ โดยกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดคือผู้ลี้ภัยที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งของชาวโมโร (Moro conflict) และปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ในหมู่เกาะมินดาเนาในช่วงทศวรรษ 1970 ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ซึ่งส่งผลให้ชาวฟิลิปปินส์จำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีเชื้อสายโมโร ลี้ภัยไปยังประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และบรูไน โดยส่วนใหญ่เดินทางไปยังรัฐซาบาห์ของมาเลเซีย

ภาพบรรยากาศในพื้นที่ที่มีผู้ลี้ภัยชาวฟิลิปปินส์
สภาพความเป็นอยู่และชุมชนของผู้ลี้ภัยชาวฟิลิปปินส์ในพื้นที่ลี้ภัย

สาเหตุของการลี้ภัย

ปัจจัยหลักที่ทำให้ชาวฟิลิปปินส์ต้องลี้ภัยประกอบด้วย:

  • ความขัดแย้งทางอาวุธ: การสู้รบในพื้นที่ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะในมินดาเนา ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องทิ้งถิ่นฐานเพื่อความปลอดภัย
  • ปัจจัยทางเศรษฐกิจ: ความยากจนและการแสวงหาโอกาสในการมีชีวิตที่ดีขึ้นในต่างประเทศ
  • ความไม่มั่นคงในชีวิต: ความกังวลเรื่องความรุนแรงและการลักพาตัวที่ยังคงเกิดขึ้นในบางพื้นที่ ทำให้ผู้ลี้ภัยจำนวนมากไม่กล้าเดินทางกลับสู่บ้านเกิด

ประเทศผู้รับผู้ลี้ภัย

มาเลเซีย

ตั้งแต่ทศวรรษ 1970 รัฐซาบาห์ของมาเลเซียกลายเป็นจุดหมายปลายทางหลักของผู้ลี้ภัยชาวฟิลิปปินส์ เนื่องจากความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมาเลเซียไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ. 2494 (1951 UN Refugee Convention) รัฐบาลมาเลเซียจึงมักระบุว่าผู้ที่เดินทางเข้ามาใหม่เป็น "ผู้ย้ายถิ่นฐานผิดกฎหมาย" มากกว่าที่จะยอมรับว่าเป็น "ผู้ลี้ภัย"

แม้จะมีการระบุว่าเป็นผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่ผู้ลี้ภัยชาวฟิลิปปินส์กลุ่มนี้ได้รับอนุญาตพิเศษให้พำนักอยู่ได้ แม้ว่าจะมีข้อจำกัดในการเข้าถึงการจ้างงานของรัฐ บริการทางสังคม และสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะ

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ได้จัดตั้งสำนักงานในรัฐซาบาห์เมื่อปี พ.ศ. 2520 (1977) โดยมีการจัดสรรงบประมาณประมาณ 2.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสนับสนุนการศึกษาของบุตรหลานผู้ลี้ภัย โดยเฉพาะในพื้นที่ซันดากัน (Sandakan) อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ระหว่างฟิลิปปินส์และมาเลเซียในประเด็นนี้มีความตึงเครียด โดยฟิลิปปินส์มักกล่าวหาว่าทางการซาบาห์เลือกปฏิบัติและเลิกจ้างแรงงานผู้ลี้ภัย

จำนวนผู้ลี้ภัยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากประมาณ 20,367 คนในไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2513 (1970) เพิ่มเป็นกว่า 92,000 คนในปี พ.ศ. 2521 (1978) และพุ่งสูงถึงกว่า 350,000 คนในปี พ.ศ. 2532 (1989) แม้จะมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพกับแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติโมโร (MNLF) ในปี พ.ศ. 2519 (1976) แต่การไหลเข้าของผู้ลี้ภัยยังคงดำเนินต่อไป

ต่อมา รัฐบาลมาเลเซียได้ออกวีซ่าพำนักและบัตรพิเศษที่เรียกว่า IMM13 ให้แก่ผู้ลี้ภัย ส่งผลให้ UNHCR ปิดสำนักงานในรัฐซาบาห์ในปี พ.ศ. 2530 (1987) หลังจากดำเนินงานมา 10 ปี โดยปัจจุบันสำนักงานหลักตั้งอยู่ที่กัวลาลัมเปอร์

อินโดนีเซีย

ในอินโดนีเซียไม่มีการประมาณการจำนวนผู้ลี้ภัยชาวฟิลิปปินส์อย่างเป็นทางการ แต่มีการรายงานการพบกลุ่มผู้ลี้ภัย โดยเฉพาะจากชุมชนชาวบาจาว (Bajau) ในพื้นที่เกาะเดราวัน (Derawan Island) จังหวัดกาลิมันตันตะวันออก ในปี พ.ศ. 2557 (2014) พบผู้ลี้ภัยอย่างน้อย 544 คน ซึ่งบางส่วนอ้างว่าเป็นพลเมืองมาเลเซีย แต่จากการตรวจสอบเอกสารพบว่าไม่ใช่พลเมืองมาเลเซีย

ประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ของอินโดนีเซียได้สั่งการให้ส่งตัวบุคคลเหล่านี้กลับไปยังฟิลิปปินส์ทันที นอกจากนี้ ยังมีรายงานการพบผู้ลี้ภัยชาวฟิลิปปินส์จำนวนมากในอำเภอ นูนูกัน (Nunukan) จังหวัดกาลิมันตันเหนือ ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2560 (2017)

ความช่วยเหลือและปัญหาที่เกิดขึ้น

หลังจาก UNHCR ปิดสำนักงานในซาบาห์ ผู้ลี้ภัยจำนวนมากขาดการดูแลและต้องเร่ร่อนในพื้นที่ รายงานจากคณะกรรมการไต่สวนหลวง (Royal Commission of Inquiry - RCI) เกี่ยวกับผู้ย้ายถิ่นฐานผิดกฎหมายในซาบาห์ ระบุว่ามีผู้ลี้ภัยชาวฟิลิปปินส์จำนวนมากได้รับสัญชาติมาเลเซียโดยมิชอบ ซึ่งทำให้ UNHCR กลับมาติดตามสถานการณ์อีกครั้ง แต่ทำได้จำกัดเนื่องจากไม่มีสำนักงานถาวรในพื้นที่

ฟิลิปปินส์ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าขาดความร่วมมือในการดูแลพลเมืองของตน โดยไม่จัดตั้งสถานกงสุลในรัฐซาบาห์เพื่อดูแลสวัสดิภาพของผู้ลี้ภัย แม้จะมีการวิจารณ์การปฏิบัติของมาเลเซียต่อผู้ลี้ภัย แต่ฟิลิปปินส์กลับไม่ดำเนินมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหา

ในช่วงปลายปี พ.ศ. 2557 (2014) UNHCR มาเลเซีย ร่วมกับ UNICEF ได้วางแผนสนับสนุนองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ในการจัดเวิร์กชอปเรื่องการจดทะเบียนเกิด เพื่อให้เด็กผู้ลี้ภัยเข้าถึงสิทธิพื้นฐาน นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ทางเลือก (Alternative Learning Centre - ALC) โดยอาสาสมัครชาวฟิลิปปินส์ร่วมกับ NGO ท้องถิ่นในซาบาห์เพื่อมอบโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กผู้ลี้ภัย

ในปี พ.ศ. 2559 (2016) ภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้เริ่มลงนามข้อตกลงกับรัฐบาลมาเลเซียเพื่อทยอยส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวฟิลิปปินส์ในซาบาห์กลับประเทศ พร้อมแผนการจัดตั้งสำนักงานกงสุล โรงเรียน และโรงพยาบาลในรัฐซาบาห์เพื่อดูแลพลเมืองของตนตามคำแนะนำที่มีมาอย่างยาวนาน

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมชาวฟิลิปปินส์ถึงลี้ภัยไปยังมาเลเซีย?

สาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งทางอาวุธในพื้นที่มินดาเนา โดยเฉพาะความขัดแย้งของชาวโมโร และปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ต้องการแสวงหาชีวิตที่ดีขึ้น

สถานะทางกฎหมายของผู้ลี้ภัยชาวฟิลิปปินส์ในมาเลเซียเป็นอย่างไร?

เนื่องจากมาเลเซียไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาผู้ลี้ภัยปี 1951 ผู้ลี้ภัยจึงมักถูกจัดสถานะเป็นผู้ย้ายถิ่นฐานผิดกฎหมาย แต่บางส่วนได้รับอนุญาตพิเศษให้พำนักอยู่ได้ผ่านบัตร IMM13

UNHCR มีบทบาทอย่างไรในการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยเหล่านี้?

UNHCR เคยจัดตั้งสำนักงานในรัฐซาบาห์เพื่อสนับสนุนด้านการศึกษาและสวัสดิการ โดยเฉพาะในพื้นที่ซันดากัน ก่อนจะปิดตัวลงในปี พ.ศ. 2530 หลังจากรัฐบาลมาเลเซียเริ่มออกวีซ่าพำนัก

รัฐบาลฟิลิปปินส์มีมาตรการส่งกลับผู้ลี้ภัยอย่างไร?

ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต ได้มีการตกลงกับมาเลเซียเพื่อทยอยส่งตัวผู้ลี้ภัยกลับประเทศ และมีแผนจัดตั้งสำนักงานกงสุลในซาบาห์เพื่อดูแลพลเมืองของฟิลิปปินส์

มีการพบผู้ลี้ภัยชาวฟิลิปปินส์ในอินโดนีเซียหรือไม่?

มี พบกลุ่มผู้ลี้ภัย โดยเฉพาะชาวบาจาว ในพื้นที่กาลิมันตันตะวันออกและกาลิมันตันเหนือ ซึ่งบางส่วนถูกสั่งให้ส่งกลับฟิลิปปินส์โดยรัฐบาลอินโดนีเซีย