← กลับไปยังบทความทั้งหมด

Fludarabine ยาเคมีบำบัดสำหรับรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นยาในกลุ่ม Purine Analogue ที่ใช้รักษามะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
  • ยับยั้งการสังเคราะห์ DNA โดยขัดขวางการทำงานของ DNA polymerase และ ribonucleotide reductase
  • ทำให้เกิดภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำอย่างรุนแรง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาสและภาวะ Graft versus Host Disease จากการรับเลือด

Fludarabine เป็นยาในกลุ่ม purine analogue และเป็นยาต้านเนื้องอก (antineoplastic agent) ซึ่งโดยทั่วไปจะถูกนำมาใช้ในรูปแบบของ 5-O-phosphorylated ที่เรียกว่า fludarabine phosphate (ชื่อทางการค้า เช่น Fludara) โดยเป็นยาเคมีบำบัดที่ใช้ในการรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว (leukemia) และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (lymphoma)

การใช้งานทางการแพทย์

Fludarabine มีประสิทธิภาพสูงในการรักษาโรคดังต่อไปนี้:

  • มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง (Chronic Lymphocytic Leukemia - CLL): ให้ผลการตอบสนองที่ดีกว่าการใช้ยาในกลุ่ม alkylating agents เช่น chlorambucil เพียงอย่างเดียว
  • มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด non-Hodgkin's lymphoma: มักใช้ร่วมกับยาอื่น เช่น cyclophosphamide, mitoxantrone, dexamethasone และ rituximab
  • มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน (Acute Myeloid Leukemia - AML): ใช้เป็นส่วนหนึ่งของสูตรยา FLAG หรือ FLAMSA ร่วมกับ cytarabine และ granulocyte colony-stimulating factor
  • การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์: เนื่องจากมีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกัน จึงถูกนำมาใช้ในขั้นตอนการเตรียมร่างกาย (conditioning regimens) ก่อนการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ชนิด allogeneic
โครงสร้างทางเคมีของ Fludarabine
โครงสร้างทางเคมีของ Fludarabine

ผลข้างเคียงและข้อควรระวัง

การใช้ Fludarabine อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้หลายประการ ดังนี้:

ผลข้างเคียงทั่วไป

อาการที่พบบ่อย ได้แก่ คลื่นไส้, ท้องเสีย, ไข้, ผื่นคัน, หายใจสั้น, อาการชา, การเปลี่ยนแปลงของการมองเห็น และความรู้สึกเหนื่อยล้า

ผลข้างเคียงรุนแรง

  • ภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ (Lymphopenia): ทำให้ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อฉวยโอกาส เช่น Pneumocystis jiroveci pneumonia ซึ่งผู้ป่วยมักจะได้รับยา co-trimoxazole หรือยา pentamidine เพื่อป้องกัน
  • ภาวะเลือดจางและเกล็ดเลือดต่ำ: ทำให้เกิดภาวะ anemia, thrombocytopenia และ neutropenia ซึ่งจำเป็นต้องมีการตรวจนับเม็ดเลือดอย่างสม่ำเสมอ
  • ความเสี่ยงในการรับเลือด: เนื่องจากภาวะ lymphopenia รุนแรง ผู้ป่วยที่เคยได้รับ Fludarabine ควรได้รับส่วนประกอบของเลือดที่ผ่านการฉายรังสี (irradiated blood components) เพื่อป้องกันโรค graft versus host disease
  • ผลกระทบต่อระบบประสาท: อาจเกิดความผิดปกติในการทำงานของสมอง และการอักเสบของปอด

เภสัชวิทยาและกลไกการทำงาน

Fludarabine ทำงานโดยการขัดขวางการสังเคราะห์ DNA โดยการยับยั้งเอนไซม์ ribonucleotide reductase และ DNA polymerase ซึ่งส่งผลให้เซลล์มะเร็งไม่สามารถจำลองตัวเองได้ ยานี้ออกฤทธิ์ได้ทั้งกับเซลล์ที่กำลังแบ่งตัวและเซลล์ที่พักตัว โดยเนื่องจาก Fludarabine ถูก phosphorylated ทำให้มันมีประจุที่ pH ทางสรีรวิทยา และถูกกักเก็บไว้ในเลือด ซึ่งช่วยให้ยามีความจำเพาะเจาะจงต่อเซลล์ในเลือดทั้งเซลล์มะเร็งและเซลล์ปกติ

ประวัติความเป็นมา

Fludarabine ถูกผลิตขึ้นครั้งแรกโดย John Montgomery และ Kathleen Hewson จาก Southern Research Institute ในปี ค.ศ. 1968 และได้รับการอนุมัติให้ใช้ทางการแพทย์ในสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1991 โดยถูกบรรจุอยู่ในรายการยาที่จำเป็นขององค์การอนามัยโลก (WHO List of Essential Medicines)

คำถามที่พบบ่อย

Fludarabine ใช้รักษาโรคอะไรบ้าง?

ใช้รักษา Chronic Lymphocytic Leukemia (CLL), non-Hodgkin's lymphoma, และ Acute Myeloid Leukemia (AML) รวมถึงใช้ในการเตรียมร่างกายก่อนการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์

ทำไมผู้ป่วยที่ได้รับ Fludarabine ต้องได้รับเลือดที่ผ่านการฉายรังสี?

เพราะยาทำให้เกิดภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ (lymphopenia) อย่างรุนแรง ทำให้ร่างกายไม่สามารถกำจัดเซลล์เม็ดเลือดขาวจากผู้บริจาคได้ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรค graft versus host disease ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

ผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุดของ Fludarabine คืออะไร?

ผลข้างเคียงที่พบบ่อย ได้แก่ คลื่นไส้ ท้องเสีย ไข้ และความเหนื่อยล้า รวมถึงภาวะกดไขกระดูกที่ทำให้เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด และแดงต่ำลง