← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ห้องปฏิบัติการวิจัย General Electric ต้นกำเนิดนวัตกรรมอุตสาหกรรม

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นสถานวิจัยทางอุตสาหกรรมแห่งแรกในสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1900
  • ได้รับแรงบันดาลใจจากโมเดลการวิจัยของมหาวิทยาลัยในเยอรมนี
  • Irving Langmuir นักวิจัยของ GE ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีจากการทำงานที่นี่
  • วิทยาเขตในเมือง Schenectady รัฐนิวยอร์ก ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งชาติในปี 1975

ห้องปฏิบัติการวิจัย General Electric (General Electric Research Laboratory) คือสถานวิจัยทางอุตสาหกรรมแห่งแรกในสหรัฐอเมริกา ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1900 เพื่อเป็นศูนย์กลางในการสร้างความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและวางรากฐานสำหรับสภาพแวดล้อมด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานสำหรับการสร้างนวัตกรรมในภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกในเวลาต่อมา

ประวัติการก่อตั้งและวิสัยทัศน์

ห้องปฏิบัติการแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นโดยบุคคลสำคัญอย่าง Thomas Edison, Willis R. Whitney และ Charles Steinmetz โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนคือการลงทุนในสาขาใหม่ๆ และค้นหาหลักการทางวิทยาศาสตร์เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในเชิงพาณิชย์

Willis Whitney และผู้ร่วมก่อตั้งได้รับแรงบันดาลใจจากโมเดลมหาวิทยาลัยในเยอรมนี ซึ่งส่งเสริมให้ศาสตราจารย์สามารถวิจัยและทดลองตามความสนใจส่วนตัวเพื่อแสวงหาความรู้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในทันที การผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงสำรวจและความต้องการทางธุรกิจนี้เองที่ทำให้ GE Research Lab ประสบความสำเร็จอย่างสูง

ในช่วงเริ่มต้น ห้องปฏิบัติการมีบุคลากรเพียง 8 คน แต่ด้วยการเติบโตอย่างรวดเร็ว ในปี 1906 จำนวนพนักงานได้เพิ่มขึ้นเป็น 102 คน โดย 40% เป็นนักวิจัยที่ผ่านการฝึกฝนทางวิทยาศาสตร์ และภายใน 30 ปีต่อมา มีนักเคมี นักฟิสิกส์ และวิศวกรไฟฟ้ามากกว่า 400 คนทำงานอยู่ที่นี่

ความสำเร็จในช่วงแรกและนวัตกรรมเปลี่ยนโลก

ในช่วงแรก ห้องปฏิบัติการมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงเทคโนโลยีที่มีอยู่ เช่น หลอดไฟแบบไส้ โดยในปี 1908 William Coolidge ได้ประดิษฐ์ไส้หลอดไฟทังสเตน (Ductile Tungsten Filament) ซึ่งมีความทนทานและอายุการใช้งานยาวนานกว่าเดิม ส่งผลให้ GE กลายเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีในตลาด

ความสำเร็จที่โดดเด่นยิ่งขึ้นเกิดขึ้นเมื่อ Irving Langmuir นักวิทยาศาสตร์ของ GE ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีในปี 1932 ได้พัฒนาหลอดไฟแบบเติมก๊าซ (Gas-filled light bulb) ในปี 1916 ซึ่งเป็นการปฏิวัติวงการแสงสว่าง และทำให้ GE ครองส่วนแบ่งการตลาดหลอดไฟแบบไส้ในอเมริกาถึง 96% ภายในปี 1928

การพัฒนาสู่ GE Global Research

จากความสำเร็จในด้านแสงสว่าง GE ได้ขยายขอบเขตการวิจัยไปยังสาขาอื่นๆ อีกมากมาย เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า, การบิน, การกระจายไฟฟ้า, พลังงาน, การดูแลสุขภาพ, สื่อและความบันเทิง, น้ำมันและก๊าซ, การขนส่ง และการจัดการน้ำ

ในปี 1999 ห้องปฏิบัติการได้เปลี่ยนชื่อเป็น GE Global Research หลังจากเปิดศูนย์วิจัยในเมืองบังคาลอร์ ประเทศอินเดีย และขยายไปยังประเทศจีน เยอรมนี และบราซิล แม้ว่าในปี 2017 จะมีการปิดสาขาบางแห่งเพื่อลดค่าใช้จ่าย แต่ศูนย์วิจัยในนิวยอร์กและอินเดียยังคงดำเนินงานต่อไป โดยมีพนักงานกว่า 3,000 คนที่มุ่งมั่นสร้างนวัตกรรมเพื่อโลก

นวัตกรรมทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ

  • 1900: ก่อตั้งห้องปฏิบัติการวิจัยทางอุตสาหกรรม GE
  • 1902: พัดลมไฟฟ้า
  • 1908: ไส้หลอดไฟทังสเตน
  • 1910: เตาไฟฟ้า Hotpoint รุ่นแรก
  • 1916: หลอดไฟแบบเติมก๊าซ
  • 1918: เครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังน้ำที่มีความจุสูงสุด ณ น้ำตกไนแอการา

ปัจจุบันวิทยาเขตในเมือง Schenectady รัฐนิวยอร์ก ได้รับการประกาศให้เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งชาติ (National Historic Landmark) ในปี 1975 เพื่อเป็นเกียรติแก่บทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีของมนุษยชาติ

คำถามที่พบบ่อย

ใครคือผู้ก่อตั้งห้องปฏิบัติการวิจัย General Electric?

ห้องปฏิบัติการก่อตั้งขึ้นโดย Thomas Edison, Willis R. Whitney และ Charles Steinmetz ในปี 1900

นวัตกรรมที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของ GE Research Lab คืออะไร?

หนึ่งในนวัตกรรมที่สำคัญที่สุดคือไส้หลอดไฟทังสเตนที่ประดิษฐ์โดย William Coolidge และหลอดไฟแบบเติมก๊าซโดย Irving Langmuir ซึ่งปฏิวัติอุตสาหกรรมแสงสว่าง

ปัจจุบันห้องปฏิบัติการนี้เปลี่ยนชื่อเป็นอะไร?

ปัจจุบันได้พัฒนาเป็น GE Global Research ซึ่งดำเนินงานวิจัยในหลากหลายสาขาตั้งแต่การดูแลสุขภาพไปจนถึงระบบการขนส่ง