← กลับไปยังบทความทั้งหมด

ฌอง ดาร์เซ นักเคมีผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผาฝรั่งเศส

สรุปใจความสำคัญ

  • เป็นหนึ่งในคนแรกๆ ที่ผลิตพอร์ซเลนเนื้อแข็ง (Hard Porcelain) ได้สำเร็จในฝรั่งเศสโดยใช้ดินขาวจาก St-Yrieix
  • คิดค้นโลหะผสมดาร์เซ (Darcet's alloy) ซึ่งมีจุดหลอมเหลวต่ำกว่าน้ำ (ประมาณ 98 องศาเซลเซียส)
  • เป็นศาสตราจารย์ด้านเคมีที่ Collège de France และบุกเบิกการใช้ภาษาฝรั่งเศสในการสอนเคมี
  • รอดพ้นจากการถูกประหารชีวิตในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศสด้วยการช่วยเหลือของ อ็องตวน-ฟร็องซัว ฟูร์ครัว

ฌอง ดาร์เซ (Jean Darcet หรือ Jean d'Arcet; 7 กันยายน 1724 – 12 กุมภาพันธ์ 1801) เป็นนักเคมีชาวฝรั่งเศสและผู้อำนวยการโรงงานผลิตเครื่องปั้นดินเผาเซเวร์ (Sèvres) เขามีบทบาทสำคัญในฐานะหนึ่งในกลุ่มคนแรกๆ ที่สามารถผลิตพอร์ซเลนเนื้อแข็ง (Hard Porcelain) ได้สำเร็จในฝรั่งเศส ซึ่งช่วยลดการนำเข้าเครื่องปั้นดินเผาจากต่างประเทศและสร้างรากฐานให้อุตสาหกรรมเซรามิกของฝรั่งเศสเติบโตอย่างมั่นคง นอกจากนี้เขายังเป็นที่รู้จักจากการคิดค้น โลหะผสมดาร์เซ (Darcet's alloy) ซึ่งเป็นส่วนผสมของบิสมัท ตะกั่ว และดีบุก ที่มีจุดหลอมเหลวต่ำเป็นพิเศษ

ภาพเหมือนของ ฌอง ดาร์เซ
ฌอง ดาร์เซ นักเคมีผู้มีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมเซรามิกในศตวรรษที่ 18

ประวัติและการศึกษา

ดาร์เซเกิดที่เมืองโอดินยง (Audignon) ใกล้กับโดอาซิต (Doazit) บิดาของเขาคือ ฟร็องซัว (François) ผู้ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษา ในช่วงแรกดาร์เซได้ศึกษาด้านเทววิทยาที่เมืองแดร์ (d'Aire) ในปี 1736 ก่อนจะย้ายไปศึกษาด้านการแพทย์ที่บอร์โด (Bordeaux) ในปี 1740 แม้ว่าบิดาของเขาจะต้องการให้เขาศึกษากฎหมายก็ตาม ความขัดแย้งนี้ส่งผลให้เขาถูกตัดออกจากกองมรดก ซึ่งทำให้ดาร์เซต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการสอนภาษากรีกและละติน

ดาร์เซได้รับปริญญาแพทยศาสตร์ในปี 1762 และได้รับแต่งตั้งเป็น Docteur Régent (ใบอนุญาตสอน) ที่คณะแพทยศาสตร์ นอกจากนี้เขายังได้เข้าศึกษาหลักสูตรเคมีที่ Jardin du Roi ภายใต้การสอนของ กีโยม ฟร็องซัว รูแอล (Guillaume François Rouelle)

การบุกเบิกพอร์ซเลนเนื้อแข็งในฝรั่งเศส

ดาร์เซได้รับคำขอจาก กงต์ ลุย เดอ ลอรากูเอ (Comte Louis de Lauraguais) ขุนนางและผู้ประกอบการที่ต้องการลดการพึ่งพาการนำเข้าพอร์ซเลนจากจีนและญี่ปุ่น ดาร์เซได้ให้คำปรึกษาและร่วมวิจัยเกี่ยวกับวัตถุดิบในการผลิตพอร์ซเลนเนื้อแข็ง โดยได้ทดสอบดินเหนียว แร่ธาตุ และออกไซด์ของโลหะจำนวนมาก จนกระทั่งสามารถผลิตพอร์ซเลนเนื้อแข็งได้สำเร็จโดยใช้ดินขาว (Kaolin) จากเมืองแซ็ง-อีรีเย (St-Yrieix)

แม้ว่าพวกเขาจะจดสิทธิบัตรวิธีการผลิตในอังกฤษเมื่อปี 1766 แต่เทคนิคนี้กลับไม่ได้รับความนิยมในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม การค้นพบนี้ได้ส่งผลให้เกิดการพัฒนาเทคนิคการผลิตจากวัตถุดิบที่คล้ายคลึงกัน และนำไปสู่การเติบโตของอุตสาหกรรมเซรามิกในเมืองลิโมฌ (Limoges) ในเวลาต่อมา

บทบาททางวิชาการและผลงานทางวิทยาศาสตร์

ในปี 1774 ดาร์เซได้รับแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ด้านเคมีที่ Collège de France โดยเขาเป็นผู้บุกเบิกการใช้ภาษาฝรั่งเศสในการสอนวิชาเคมีแทนภาษาละติน และได้จัดตั้งห้องปฏิบัติการทดลองด้วยการสนับสนุนจากรัฐมนตรี แอน โรแบร์ ฌัก ตูร์โก (Anne Robert Jacques Turgot) และ คริสเตียน กีโยม เดอ มาเลเชร์บ (Chrétien Guillaume de Malesherbes)

นอกจากงานด้านเซรามิก ดาร์เซยังมีผลงานวิจัยในด้านอื่นๆ ดังนี้:

  • โลหะวิทยา: ในปี 1775 เขาค้นพบโลหะผสม (Darcet's alloy) ประกอบด้วยดีบุก บิสมัท และตะกั่ว ซึ่งมีจุดหลอมเหลวต่ำกว่าน้ำ (ประมาณ 98 องศาเซลเซียส) โลหะผสมนี้ถูกนำไปใช้ในวาล์วนิรภัยของเครื่องจักรไอน้ำ และใช้ในการอุดฟันราคาประหยัด
  • ธรณีวิทยา: เขามีความสนใจในธรณีวิทยาของเทือกเขาพิเรนีส (Pyrenees)
  • อัญมณีศาสตร์: เขาพิสูจน์ว่าเพชรสามารถเผาไหม้ได้อย่างสมบูรณ์ในเตาหลอมโดยไม่เหลือกาก ซึ่งแตกต่างจากอัญมณีชนิดอื่น เช่น ทับทิมและมรกต
  • เคมีประยุกต์: ในปี 1797 เขาได้ศึกษาการผลิตสบู่จากน้ำมันและไขมันชนิดต่างๆ

ดาร์เซได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกของสถาบันแห่งฝรั่งเศส (Institute de France) ในปี 1785 และได้รับแต่งตั้งเป็นนักเคมีประจำสถาบันวิทยาศาสตร์ (Academy of Science) ในปี 1784 ต่อจาก ปิแอร์-โฌเซฟ มักเกอร์ (Pierre-Joseph Macquer)

ช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศสและบั้นปลายชีวิต

ในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส ดาร์เซตกเป็นผู้ต้องสงสัยที่จะถูกประหารด้วยกิโยติน เนื่องจากเขาได้รับเงินสนับสนุนการวิจัยพอร์ซเลนบางส่วนจากดุ๊กแห่งออร์เลอ็อง (Duke of Orleans) ซึ่งต่อมาดุ๊กถูกประหารชีวิต อย่างไรก็ตาม อ็องตวน-ฟร็องซัว ฟูร์ครัว (Antoine-François Fourcroy) ได้ช่วยชี้แจงความสัมพันธ์ทางวิชาการต่อ แม็กซีมีเลียน โรเบสปีแยร์ (Maximilien Robespierre) ทำให้ดาร์เซรอดพ้นจากการประหารชีวิต

ดาร์เซแต่งงานกับ ฟร็องซัวส์ อะเมลี (Françoise Amélie) บุตรสาวของ กีโยม รูแอล ในปี 1771 มีบุตรด้วยกัน 4 คน โดยบุตรชายคนหนึ่งคือ ฌอง-ปิแอร์-โฌเซฟ ดาร์เซ (Jean-Pierre-Joseph d'Arcet) ได้ดำเนินรอยตามบิดาเป็นนักเคมีเช่นกัน ดาร์เซเสียชีวิตในปารีสเมื่อปี 1801 ซึ่งสันนิษฐานว่าเกิดจากโรคเกาต์

ผลงานตีพิมพ์ที่สำคัญ

  • Sur l'action d'un feu égal sur un grand nombre de terres (1766–1771)
  • Expériences sur plusieurs diamants et pierres précieuses (1772)
  • Rapport sur l'electricité dans les maladies nerveuses (1783)

คำถามที่พบบ่อย

ฌอง ดาร์เซ มีบทบาทสำคัญอย่างไรต่ออุตสาหกรรมเซรามิก?

เขาเป็นผู้บุกเบิกการผลิตพอร์ซเลนเนื้อแข็งในฝรั่งเศส ซึ่งช่วยลดการนำเข้าเครื่องปั้นดินเผาจากจีนและญี่ปุ่น และสร้างรากฐานให้อุตสาหกรรมเซรามิกในเมืองลิโมฌ

โลหะผสมดาร์เซ (Darcet's alloy) คืออะไร?

คือโลหะผสมระหว่างบิสมัท ตะกั่ว และดีบุก ที่มีจุดหลอมเหลวต่ำมาก (ประมาณ 98 องศาเซลเซียส) ใช้สำหรับวาล์วนิรภัยในเครื่องจักรไอน้ำและการอุดฟันราคาประหยัด

ทำไม ฌอง ดาร์เซ ถึงเกือบถูกประหารชีวิตในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส?

เพราะเขาได้รับเงินสนับสนุนการวิจัยจากดุ๊กแห่งออร์เลอ็อง ซึ่งเป็นบุคคลที่ถูกเพ่งเล็งและถูกประหารชีวิตในช่วงการปฏิวัติ

ดาร์เซมีผลงานทางวิทยาศาสตร์ด้านอื่นนอกเหนือจากเคมีหรือไม่?

มี เขาได้ศึกษาด้านธรณีวิทยาของเทือกเขาพิเรนีส การเผาไหม้ของเพชร และการผลิตสบู่จากไขมันชนิดต่างๆ