ประวัติศาสตร์ทางพันธุกรรมของชนพื้นเมืองในทวีปอเมริกา
สรุปใจความสำคัญ
- ชนพื้นเมืองในทวีปอเมริกาสืบเชื้อสายหลักมาจากประชากรเอเชียตะวันออกโบราณและ Ancient North Eurasians
- การอพยพครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 16,000 - 20,000 ปีก่อน โดยมีจุดเริ่มต้นจากไซบีเรียผ่านทางเบอร์ริงเจีย
- หลักฐานจาก Anzick-1 ช่วยหักล้างสมมติฐาน Solutrean ที่ว่าชนพื้นเมืองอเมริกามีต้นกำเนิดจากยุโรป
- มีการอพยพอย่างน้อย 3 ระลอก โดยกลุ่ม First Americans เป็นกลุ่มหลัก และกลุ่ม Inuit และ Na-Dene อพยพเข้ามาภายหลัง
ประวัติศาสตร์ทางพันธุกรรมของชนพื้นเมืองในทวีปอเมริกาสามารถแบ่งออกเป็นสองช่วงเวลาสำคัญ คือ ช่วงการเข้ามาตั้งถิ่นฐานครั้งแรกในช่วงประมาณ 20,000 ถึง 14,000 ปีก่อน และช่วงการติดต่อกับชาวยุโรปเมื่อประมาณ 500 ปีก่อน โดยปัจจัยหลักที่กำหนดสายพันธุ์ทางพันธุกรรม การกลายพันธุ์ และฮาโพลไทป์ (Haplotypes) ของประชากรชนพื้นเมืองในปัจจุบันคือเหตุการณ์ในช่วงการตั้งถิ่นฐานครั้งแรก
ต้นกำเนิดและการอพยพครั้งแรก
หลักฐานทางพันธุกรรมระบุว่าชนพื้นเมืองในทวีปอเมริกา สืบเชื้อสายมาจากสายพันธุ์เอเชียตะวันออกโบราณ ซึ่งแยกตัวออกจากกลุ่มประชากรเอเชียตะวันออกอื่นๆ ก่อนช่วงสูงสุดของยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้าย (Last Glacial Maximum) ประมาณ 26,000 ถึง 18,000 ปีก่อน นอกจากนี้ยังได้รับกระแสยีน (Gene flow) จากกลุ่ม Ancient North Eurasians ซึ่งเป็นประชากรไซบีเรียยุคหินเก่าที่มีความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับทั้งกลุ่มพรานล่าสัตว์ในยุโรปโบราณและกลุ่มเอเชียตะวันออกพื้นฐาน (Basal East Asians)
การแพร่กระจายเข้าสู่ทวีปอเมริกาเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 16,000 ปีก่อน อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นในกลุ่มผู้พูดภาษา Na-Dene และกลุ่ม Eskimo-Aleut ซึ่งพบว่าสืบเชื้อสายบางส่วนมาจากประชากรไซบีเรียที่อพยพเข้ามาในภายหลัง

การวิเคราะห์ DNA ออโตโซม (Autosomal DNA)
การศึกษาความหลากหลายทางพันธุกรรมโดยใช้เครื่องหมายไมโครแซทเทลไลท์ของ DNA ออโตโซม พบว่าประชากรชนพื้นเมืองในทวีปอเมริกามีความหลากหลายทางพันธุกรรมน้อยกว่าประชากรในทวีปอื่นๆ โดยมีความใกล้ชิดทางพันธุกรรมมากที่สุดกับชาวไซบีเรียโบราณ (Paleosiberian)
ลักษณะสำคัญที่พบจากการวิเคราะห์มีดังนี้:
- การลดลงของความหลากหลาย: ความหลากหลายทางพันธุกรรมจะลดลงเมื่อระยะทางห่างจากช่องแคบเบอร์ริง (Bering Strait) เพิ่มมากขึ้น
- เส้นทางการอพยพ: ความคล้ายคลึงทางพันธุกรรมที่น้อยลงจากอะแลสกาไปยังส่วนอื่นๆ ของทวีป บ่งชี้ว่าอะแลสกาเป็นจุดเข้าสู่ทวีปหลัก
- เส้นทางชายฝั่ง: การขาดความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างประชากรในเมโซอเมริกา (Mesoamerica) และเทือกเขาแอนดีส (Andes) บ่งชี้ว่าเส้นทางชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกอาจเป็นเส้นทางที่เดินทางได้ง่ายกว่าเส้นทางบกภายในทวีป

คลื่นการอพยพและหลักฐานทางโบราณคดี
การศึกษาในปี 2012 ระบุว่าชนพื้นเมืองอเมริกาสืบเชื้อสายมาจากคลื่นการอพยพอย่างน้อย 3 ระลอก จากเอเชียเหนือ:
- First Americans: ประชากรกลุ่มหลักที่สร้างรากฐานให้กับชนพื้นเมืองส่วนใหญ่ในทวีป
- ระลอกที่สอง: ส่งผลต่อกลุ่มผู้พูดภาษาอินูอิต (Inuit) ในเขตอาร์กติก ซึ่งได้รับพันธุกรรมจากระลอกนี้เกือบครึ่งหนึ่ง
- ระลอกที่สาม: ส่งผลต่อกลุ่มผู้พูดภาษา Na-Dene ซึ่งได้รับพันธุกรรมจากระลอกนี้ประมาณหนึ่งในสิบ
หลักฐานสำคัญจากการวิเคราะห์ DNA ของทารกอายุมากกว่า 12,500 ปีที่พบในรัฐมอนทานา (Anzick-1) ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมโคลวิส (Clovis) ยืนยันว่าบุคคลนี้มีความใกล้ชิดทางพันธุกรรมกับชาวไซบีเรีย และไม่มีความเชื่อมโยงกับแหล่งพันธุกรรมในยุโรป ซึ่งเป็นการหักล้างสมมติฐาน Solutrean (ที่เชื่อว่าชาวโซลูเทรียนจากยุโรปเป็นผู้นำวัฒนธรรมโคลวิสเข้ามา)
ความเชื่อมโยงกับประชากรกลุ่มอื่น
การศึกษาในปี 2015 พบสัญญาณทางพันธุกรรมโบราณที่เชื่อมโยงชนพื้นเมืองในแถบลุ่มน้ำอเมซอนกับกลุ่ม Australasians (ชนพื้นเมืองในออสเตรเลีย เมลานีเซีย และหมู่เกาะอันดามัน) ซึ่งเรียกกันว่า "Population Y" สัญญาณนี้ถูกเชื่อมโยงกับประชากรเอเชียตะวันออกโบราณ (เช่น มนุษย์เทียนหยวน - Tianyuan man) ซึ่งเป็นสายพันธุ์พี่น้องกับกลุ่ม Australasian และทั้งคู่ต่างเป็นสาขาของกลุ่ม Ancient East Eurasians
คำถามที่พบบ่อย
ชนพื้นเมืองในทวีปอเมริกามีต้นกำเนิดมาจากไหน?
สืบเชื้อสายมาจากสายพันธุ์เอเชียตะวันออกโบราณที่แยกตัวออกมา และได้รับกระแสยีนจากกลุ่ม Ancient North Eurasians ในไซบีเรีย ก่อนจะอพยพข้ามสะพานบกเบอร์ริงเจียเข้าสู่ทวีปอเมริกา
สมมติฐาน Solutrean คืออะไรและถูกหักล้างอย่างไร?
สมมติฐาน Solutrean คือความเชื่อที่ว่าประชากรจากยุโรป (วัฒนธรรมโซลูเทรียน) เป็นผู้อพยพกลุ่มแรกๆ เข้าสู่ทวีปอเมริกา แต่การวิเคราะห์ DNA ของโครงกระดูก Anzick-1 พบว่ามีความใกล้ชิดกับชาวไซบีเรียและไม่มีความเชื่อมโยงกับยุโรป จึงหักล้างสมมติฐานนี้
ทำไมความหลากหลายทางพันธุกรรมจึงลดลงเมื่อห่างจากอะแลสกา?
เนื่องจากอะแลสกาเป็นจุดเข้าสู่ทวีปหลัก การอพยพที่เกิดขึ้นเป็นลักษณะการขยายตัวของประชากรกลุ่มเล็กๆ ที่เคลื่อนที่ลงใต้เรื่อยๆ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ Founder Effect ซึ่งความหลากหลายทางพันธุกรรมจะลดลงตามระยะทางที่ห่างจากจุดเริ่มต้น
Population Y คืออะไร?
คือสัญญาณทางพันธุกรรมโบราณที่พบในชนพื้นเมืองบางกลุ่มในลุ่มน้ำอเมซอน ซึ่งแสดงความเชื่อมโยงกับกลุ่มประชากร Australasian และเอเชียตะวันออกโบราณ เช่น มนุษย์เทียนหยวน

