← กลับไปยังบทความทั้งหมด

การวิเคราะห์เป้าหมายของเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งโดยฟริตซ์ ฟิชเชอร์

สรุปใจความสำคัญ

  • ฟริตซ์ ฟิชเชอร์ เสนอว่าเยอรมนีจงใจยั่วยุให้เกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเพื่อก้าวเป็นมหาอำนาจโลก
  • ทฤษฎีฟิชเชอร์ชี้ให้เห็นถึงความต่อเนื่องทางนโยบายระหว่างจักรวรรดิเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและระบอบนาซีในสงครามโลกครั้งที่สอง
  • หนังสือเล่มนี้ใช้บันทึกของนายกรัฐมนตรีเบธมันน์-ฮอลลเวก เป็นหลักฐานสำคัญในการชี้ให้เห็นแผนการครอบงำยุโรปของเยอรมนี

Germany's Aims in the First World War (ชื่อภาษาเยอรมัน: Griff nach der Weltmacht: Die Kriegszielpolitik des kaiserlichen Deutschland 1914–1918 ซึ่งแปลว่า "การไขว่คว้าอำนาจโลก: นโยบายเป้าหมายสงครามของจักรวรรดิเยอรมัน 1914–1918") เป็นผลงานเขียนชิ้นสำคัญของ ฟริตซ์ ฟิชเชอร์ (Fritz Fischer) นักประวัติศาสตร์ชาวเยอรมัน หนังสือเล่มนี้ถือเป็นหนึ่งในงานวิเคราะห์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดเกี่ยวกับสาเหตุของการเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โดยเมื่อรวมกับงานเขียนอีกเล่มคือ War of Illusions (Krieg der Illusionen) ได้ก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "ทฤษฎีฟิชเชอร์" (Fischer Thesis)

สาระสำคัญของงานเขียนชิ้นนี้คือความพยายามของฟิชเชอร์ในการเชื่อมโยงพฤติกรรมก้าวร้าวของเยอรมนีเข้ากับแนวคิด Weltpolitik (นโยบายโลก) โดยมองว่าเยอรมนีมีความต้องการที่จะก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจโลกผ่านการขยายอำนาจอย่างเป็นระบบ

การตีพิมพ์และการเผยแพร่

หนังสือ Griff nach der Weltmacht ตีพิมพ์ครั้งแรกในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1961 ต่อมาในปี ค.ศ. 1967 ได้มีการแปลเป็นภาษาอังกฤษในชื่อ Germany's Aims in the First World War โดย C.A. Macartney และมีบทนำโดย James Joll

หลักฐานชิ้นสำคัญที่ฟิชเชอร์นำมาใช้ในหนังสือเล่มนี้คือ บันทึกข้อความของ เบธมันน์-ฮอลลเวก (Bethmann-Hollweg) นายกรัฐมนตรีเยอรมนีในขณะนั้น ลงวันที่ 9 กันยายน ค.ศ. 1914 ซึ่งระบุถึงแผนการที่เยอรมนีจะเข้าครอบงำยุโรป

ข้อโต้แย้งและประเด็นถกเถียง

ฟิชเชอร์เสนอข้อโต้แย้งที่สร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการประวัติศาสตร์ในขณะนั้น โดยมีประเด็นหลักดังนี้:

  • การจงใจยั่วยุ: เยอรมนีมีนโยบายจงใจยั่วยุให้เกิดสงครามในช่วงเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1914
  • เป้าหมายการผนวกดินแดน: ในระหว่างสงคราม เยอรมนีได้พัฒนาเป้าหมายในการผนวกดินแดน ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับนโยบายของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง
  • ความต่อเนื่องของนโยบาย: ฟิชเชอร์ท้าทายมุมมองที่ว่าฮิตเลอร์เป็นเพียง "ความผิดปกติ" ของประวัติศาสตร์เยอรมัน โดยชี้ให้เห็นถึงความต่อเนื่องของนโยบายต่างประเทศที่ก้าวร้าวตั้งแต่ปี 1914 จนถึงปี 1939
  • ความรับผิดชอบต่อสงคราม: งานของเขาโต้แย้งความเชื่อเดิมที่ว่าเยอรมนีไม่ใช่ผู้รับผิดชอบหลักในการเกิดสงคราม (ซึ่งในขณะนั้นถูกเรียกว่า "คำลวงเรื่องความผิดของสงคราม" หรือ war guilt lie)
  • ความต้องการสงครามของชนชั้นนำ: ฟิชเชอร์อ้างว่ากลุ่มชนชั้นนำของเยอรมนีมีความต้องการให้เกิดสงครามมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1912 หลังจากที่พรรค SPD ได้รับชัยชนะในสภาไรช์สทาก (Reichstag)

ปฏิกิริยาจากแวดวงวิชาการ

งานของฟิชเชอร์ก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่หลากหลายและรุนแรงในเยอรมนีตะวันตก โดยเฉพาะจากนักประวัติศาสตร์สายอนุรักษนิยม เช่น เกอร์ฮาร์ด ริตเตอร์ (Gerhard Ritter) ที่คัดค้านแนวคิดของฟิชเชอร์อย่างรุนแรง ในขณะที่นักประวัติศาสตร์ในเยอรมนีตะวันออก (คอมมิวนิสต์) กลับยอมรับแนวคิดนี้ โดยมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าโต้แย้ง

อย่างไรก็ตาม มีนักวิชาการบางส่วนมองว่าข้อสรุปของฟิชเชอร์เป็นการทำให้สถานการณ์ที่ซับซ้อนกลายเป็นเรื่องง่ายจนเกินไป (oversimplification) โดยโต้แย้งว่าหลักฐานบางส่วนที่ฟิชเชอร์นำมาใช้มาจากงานเขียนของกลุ่ม Pan-Germans หรือคำพูดที่รุนแรงของไกเซอร์ วิลเฮล์มที่สอง ซึ่งอาจไม่ใช่ตัวแทนของนโยบายรัฐอย่างเป็นทางการ

ในเวลาต่อมา นักประวัติศาสตร์อย่าง สตีเฟน เอ. ชูเกอร์ (Stephen A. Schuker) ระบุในปี ค.ศ. 2015 ว่า แม้หนังสือเล่มนี้จะสร้างความขัดแย้งอย่างมากในตอนแรก แต่การปรับปรุงและต่อยอดงานวิจัยโดยนักประวัติศาสตร์รุ่นหลัง เช่น Immanuel Geiss, John Röhl และ Annika Mombauer ได้ช่วยยืนยันสาระสำคัญของทฤษฎีฟิชเชอร์ในหลายประเด็น

คำถามที่พบบ่อย

ทฤษฎีฟิชเชอร์ (Fischer Thesis) คืออะไร?

คือทฤษฎีที่เสนอว่าจักรวรรดิเยอรมันเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการก่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง โดยมีเป้าหมายเพื่อการขยายอำนาจและผนวกดินแดนเพื่อเป็นมหาอำนาจโลก (Weltpolitik)

ทำไมหนังสือของฟริตซ์ ฟิชเชอร์ ถึงสร้างความขัดแย้งในเยอรมนี?

เพราะมันท้าทายความเชื่อเดิมที่ว่าเยอรมนีไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบหลักในสงคราม และชี้ให้เห็นว่านโยบายก้าวร้าวของฮิตเลอร์มีความเชื่อมโยงกับนโยบายของจักรวรรดิเยอรมันก่อนหน้านั้น

นักวิจารณ์โต้แย้งทฤษฎีของฟิชเชอร์อย่างไร?

นักวิจารณ์มองว่าฟิชเชอร์สรุปเรื่องราวเรียบง่ายเกินไป และนำหลักฐานจากคำพูดส่วนตัวของไกเซอร์หรือกลุ่มชาตินิยมสุดโต่งมาอ้างว่าเป็นนโยบายทางการของรัฐ

ผลกระทบของงานเขียนชิ้นนี้ต่อการศึกษาประวัติศาสตร์คืออะไร?

ทำให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับความรับผิดชอบของเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และนำไปสู่การวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างสงครามทั้งสองครั้งในศตวรรษที่ 20

หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อใด?

ตีพิมพ์ครั้งแรกในภาษาเยอรมันเมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 1961 ในชื่อ Griff nach der Weltmacht