← กลับไปยังบทความทั้งหมด

เหงือก โครงสร้าง หน้าที่ และลักษณะของเหงือกที่มีสุขภาพดี

สรุปใจความสำคัญ

  • เหงือกทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันเนื้อเยื่อรอบรากฟันจากสิ่งแปลกปลอมและเชื้อโรค
  • โครงสร้างเหงือกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก คือ เหงือกขอบ (Marginal), เหงือกยึด (Attached) และเหงือกระหว่างซี่ฟัน (Interdental)
  • เหงือกที่มีสุขภาพดีมักมีสีชมพูระเรื่อ แต่สีอาจแตกต่างกันได้ตามเม็ดสีเมลานินธรรมชาติของแต่ละบุคคล
  • อาการบวมและเลือดออกง่ายเป็นสัญญาณหลักของภาวะเหงือกอักเสบที่เกิดจากคราบจุลินทรีย์

เหงือก หรือ Gingiva คือเนื้อเยื่ออ่อนประเภทเยื่อเมือก (Mucosal tissue) ที่ปกคลุมกระดูกขากรรไกรบน (Maxilla) และขากรรไกรล่าง (Mandible) ภายในช่องปาก โดยทำหน้าที่สำคัญในการห่อหุ้มและยึดเกาะรอบตัวฟัน เพื่อสร้างเกราะป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคเข้าสู่เนื้อเยื่อลึกภายในรอบรากฟัน (Periodontium) สุขภาพของเหงือกมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับสุขภาพโดยรวมของร่างกาย

ภาพแสดงตำแหน่งของเหงือกในช่องปาก
โครงสร้างของเหงือกที่ปกคลุมกระดูกขากรรไกรและล้อมรอบตัวฟัน

โครงสร้างทางกายวิภาคของเหงือก

เหงือกเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อเยื่ออ่อนที่บุภายในช่องปาก ซึ่งมีความแตกต่างจากเนื้อเยื่อที่บุริมฝีปากหรือกระพุ้งแก้ม เนื่องจากเหงือกส่วนใหญ่จะยึดติดกับกระดูกด้านล่างอย่างแน่นหนา เพื่อให้สามารถทนต่อแรงเสียดสีจากการเคี้ยวอาหารได้ โดยทั่วไปสามารถแบ่งเหงือกออกเป็น 3 ส่วนหลักตามลักษณะทางกายวิภาค ดังนี้:

1. เหงือกขอบ (Marginal Gums)

คือส่วนของเหงือกที่ล้อมรอบตัวฟันในลักษณะคล้ายปกเสื้อ มีความกว้างประมาณ 0.5 ถึง 2.0 มิลลิเมตร โดยมีลักษณะโปร่งแสงมากกว่าเหงือกยึด และไม่มีลักษณะผิวขรุขระเป็นจุด (Stippling) เนื้อเยื่อส่วนนี้จะเคลื่อนที่ได้และไม่ได้ยึดติดกับผิวฟันโดยตรง แต่จะถูกพยุงไว้ด้วยเส้นใยเหงือก (Gingival fibers)

2. เหงือกยึด (Attached Gums)

เป็นส่วนที่ต่อเนื่องจากเหงือกขอบ มีลักษณะแน่น ยืดหยุ่น และยึดติดกับเยื่อหุ้มกระดูกของกระดูกเบ้าฟัน (Alveolar bone) อย่างแน่นหนา ผิวสัมผัสอาจมีลักษณะขรุขระเป็นจุดเล็กๆ (Stippling) ความกว้างของเหงือกยึดจะแตกต่างกันไปตามตำแหน่งในช่องปาก โดยมักจะกว้างที่สุดบริเวณฟันตัด และแคบที่สุดบริเวณฟันกรามน้อยซี่แรก

แผนผังแสดงส่วนประกอบของเหงือก
การแบ่งส่วนของเหงือก: เหงือกขอบ เหงือกยึด และเหงือกระหว่างซี่ฟัน

3. เหงือกระหว่างซี่ฟัน (Interdental Gums)

คือเนื้อเยื่อเหงือกที่อยู่ระหว่างซี่ฟัน ทำหน้าที่เติมเต็มช่องว่างระหว่างฟัน (Gingival embrasure) โดยมีลักษณะเป็นยอดแหลม (Pyramidal) หรือเป็นรูปหุบเขา (Col) ซึ่งส่วน Col นี้เป็นเนื้อเยื่อที่ไม่มีเคราติน (Nonkeratinized) และมักพบในฟันกรามด้านหลัง ซึ่งเป็นจุดที่สำคัญในการเริ่มต้นของโรคปริทันต์

ลักษณะของเหงือกที่มีสุขภาพดี

การสังเกตลักษณะทางคลินิกของเหงือกสามารถบ่งบอกถึงสุขภาพของเนื้อเยื่อภายในได้ ดังนี้:

สีของเหงือก

โดยทั่วไปเหงือกที่มีสุขภาพดีจะมีสีชมพูระเรื่อ (Coral pink) อย่างไรก็ตาม สีของเหงือกสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามปัจจัยต่างๆ เช่น ปริมาณเม็ดสีเมลานิน (Melanin) ตามธรรมชาติของบุคคล ความหนาของชั้นผิว การไหลเวียนของเลือด หรือการใช้ยา สิ่งที่สำคัญกว่าตัวสีคือ ความสม่ำเสมอของสี ทั่วทั้งบริเวณเหงือก

ตัวอย่างสีของเหงือกที่มีสุขภาพดี
ลักษณะสีชมพูระเรื่อของเหงือกที่มีสุขภาพดี
ความหลากหลายของสีเหงือกตามธรรมชาติ
สีของเหงือกอาจแตกต่างกันไปตามเม็ดสีผิวธรรมชาติของแต่ละบุคคล

สัญญาณเตือนเมื่อเหงือกไม่สุขภาพดี

เมื่อเหงือกเกิดการอักเสบหรือเป็นโรค จะมีสัญญาณบ่งชี้ที่ชัดเจน เช่น:

  • การเปลี่ยนสี: มีสีแดงเข้มขึ้น หรือมีสีขาว/น้ำเงินในบางกรณี
  • อาการบวม: เนื้อเยื่อเหงือกดูบวมและสูญเสียความแน่น
  • เลือดออกง่าย: มีเลือดออกขณะแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟัน ซึ่งมักเกิดจากการสะสมของคราบจุลินทรีย์ (Bacterial plaque)

หากปล่อยให้เหงือกอักเสบโดยไม่ได้รับการรักษา จะกลายเป็นช่องทางให้โรคปริทันต์ (Periodontal disease) ลุกลามเข้าสู่เนื้อเยื่อส่วนลึก ซึ่งส่งผลเสียต่อการยึดเกาะของฟันและอาจนำไปสู่การสูญเสียฟันในที่สุด

คำถามที่พบบ่อย

เหงือกสุขภาพดีควรมีสีอะไร?

โดยทั่วไปจะมีสีชมพูระเรื่อ (Coral pink) แต่สามารถแตกต่างกันได้ตามเม็ดสีผิวธรรมชาติของแต่ละบุคคล สิ่งสำคัญคือสีต้องมีความสม่ำเสมอทั่วบริเวณ

เหงือกยึด (Attached Gingiva) มีความสำคัญอย่างไร?

เหงือกยึดช่วยให้เหงือกยึดติดกับกระดูกเบ้าฟันอย่างแน่นหนา ทำให้ทนต่อแรงเสียดสีจากการเคี้ยวอาหารและป้องกันไม่ให้เนื้อเยื่อเคลื่อนที่ได้ง่าย

สัญญาณใดที่บ่งบอกว่าเหงือกกำลังอักเสบ?

สัญญาณที่ชัดเจนคือเหงือกมีสีแดงเข้มขึ้น มีอาการบวม และมีเลือดออกได้ง่าย โดยเฉพาะขณะแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟัน

Col คืออะไรในโครงสร้างเหงือก?

Col คือส่วนของเหงือกระหว่างซี่ฟันที่มีลักษณะเป็นหุบเขาและไม่มีเคราติน ซึ่งมักเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของการเกิดโรคปริทันต์ในฟันกรามด้านหลัง