Hammond Organ ประวัติศาสตร์และคุณลักษณะของออร์แกนไฟฟ้าชื่อดัง
สรุปใจความสำคัญ
- Hammond Organ ถูกคิดค้นโดย Laurens Hammond และ John M. Hanert และเริ่มผลิตในปี 1935
- ระบบเสียงดั้งเดิมใช้ Tonewheel (ล้อเสียง) หมุนใกล้กับตัวรับสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อสร้างสัญญาณไฟฟ้า
- Hammond B-3 เป็นรุ่นที่โด่งดังที่สุด และมักถูกใช้งานร่วมกับ Leslie speaker เพื่อให้ได้เสียงที่เป็นเอกลักษณ์
Hammond Organ เป็นออร์แกนไฟฟ้าที่ถูกคิดค้นโดย Laurens Hammond และ John M. Hanert โดยเริ่มผลิตครั้งแรกในปี 1935 เครื่องดนตรีชนิดนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของดนตรีหลายแนว ตั้งแต่ดนตรีคลาสสิกในโบสถ์ไปจนถึงดนตรีแจ๊ส ร็อก และเรกเก้
ประวัติและการพัฒนา
ในช่วงแรก Hammond Organ ถูกนำเสนอต่อโบสถ์ในฐานะทางเลือกที่มีราคาถูกกว่าออร์แกนท่อ (pipe organ) หรือเปียโน แต่ในเวลาต่อมา เครื่องดนตรีชนิดนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ศิลปินแจ๊ส โดยเฉพาะในรูปแบบของ organ trios ซึ่งเป็นกลุ่มดนตรีขนาดเล็กที่ใช้ Hammond Organ เป็นศูนย์กลาง เนื่องจากเจ้าของคลับแจ๊สพบว่าการจ้างวงบิ๊กแบนด์นั้นมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ Jimmy Smith นำ Hammond B-3 มาใช้ พร้อมกับฟีเจอร์ harmonic percussion ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เล่นออร์แกนรุ่นต่อมา และทำให้เครื่องดนตรีชนิดนี้แพร่หลายในแนวเพลง Rhythm and Blues, Progressive Rock และ Reggae ในช่วงทศวรรษ 1960 และ 1970
ในปี 1970 บริษัท Hammond Organ Company ได้เปลี่ยนจากการใช้ระบบ tonewheel (ล้อเสียง) มาเป็นวงจรรวม (integrated circuits) ซึ่งไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร ส่งผลให้บริษัทต้องปิดตัวลงในปี 1985 อย่างไรก็ตาม ชื่อแบรนด์ Hammond ได้ถูกซื้อโดย Suzuki Musical Instrument Corporation ซึ่งได้ผลิตเครื่องจำลองดิจิทัลของออร์แกน tonewheel รุ่นยอดนิยม รวมถึงการผลิต "New B-3" ในปี 2002
คุณลักษณะเด่นของ Hammond Organ
คีย์บอร์ดและแป้นเหยียบ (Keyboards and Pedalboard)
Hammond Organ ส่วนใหญ่จะมีคีย์บอร์ด 2 ชั้น (manuals) ขนาด 61 โน้ต (5 ออกเตฟ) โดยมีลักษณะการทำงานที่แตกต่างจากเปียโน คือเสียงจะดังต่อเนื่องจนกว่าจะปล่อยนิ้ว และระดับเสียงจะไม่เปลี่ยนแปลงตามแรงกด ดังนั้นการควบคุมความดังจึงใช้แป้นเหยียบ (swell pedal หรือ expression pedal) แทน

คีย์ของ Hammond มีลักษณะหน้าตัดเรียบที่เรียกว่าสไตล์ "waterfall" ซึ่งช่วยให้ผู้เล่นสามารถเคลื่อนที่นิ้วได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีแป้นเหยียบไม้ (pedalboard) สำหรับเล่นโน้ตเบส ซึ่งส่วนใหญ่จะมี 25 โน้ต


ระบบ Drawbars
เสียงของ Hammond Organ แบบ tonewheel จะถูกปรับเปลี่ยนผ่าน drawbars ซึ่งเป็นแถบเลื่อนโลหะที่ทำหน้าที่ควบคุมระดับเสียงของส่วนประกอบเสียงแต่ละส่วน คล้ายกับ fader ในมิกเซอร์เสียง เมื่อดึง drawbar ออกมา เสียงจะดังขึ้น และเมื่อดันกลับเข้าไป เสียงจะหายไป

โดยปกติแล้ว Hammond จะมี drawbars 9 แถบต่อหนึ่งคีย์บอร์ด ซึ่งแต่ละแถบจะสร้างเสียงในระดับออกเตฟหรือฮาร์มอนิกที่แตกต่างกัน ทำให้ผู้เล่นสามารถสร้างเสียงที่มีความซับซ้อนและเป็นเอกลักษณ์ได้
คำถามที่พบบ่อย
Hammond Organ แตกต่างจากเปียโนอย่างไร?
แตกต่างกันที่การสร้างเสียงและการควบคุมความดัง โดยเสียงของ Hammond จะดังต่อเนื่องจนกว่าจะปล่อยคีย์ และระดับเสียงไม่ขึ้นอยู่กับแรงกด แต่จะใช้แป้นเหยียบ (Expression Pedal) ในการควบคุมความดังแทน
Drawbars ใน Hammond Organ คืออะไร?
Drawbars คือแถบเลื่อนที่ใช้สำหรับปรับแต่งโทนเสียง โดยการดึงออกเพื่อเพิ่มระดับเสียงของฮาร์มอนิกส์แต่ละตัว ทำให้ผู้เล่นสามารถสร้างเสียงที่หลากหลายได้
ปัจจุบันยังมีการผลิต Hammond Organ อยู่หรือไม่?
ใช่ ปัจจุบันบริษัท Hammond-Suzuki ผลิตออร์แกนทั้งแบบดิจิทัลและแบบจำลอง tonewheel สำหรับมืออาชีพและโบสถ์

