แฮโรลด์ เคลลีย์ นักจิตวิทยาสังคมผู้บุกเบิกทฤษฎีความพึ่งพาระหว่างกัน
สรุปใจความสำคัญ
- แฮโรลด์ เคลลีย์ เป็นผู้ร่วมพัฒนาทฤษฎีความพึ่งพาระหว่างกัน (Interdependence Theory) ซึ่งวิเคราะห์ความสัมพันธ์ผ่านโมเดลรางวัลและต้นทุน
- เขาเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกทฤษฎีการอนุมานสาเหตุ (Attribution Theory) ในจิตวิทยาสังคม
- ได้รับการจัดอันดับให้เป็นนักจิตวิทยาที่ถูกอ้างอิงผลงานมากที่สุดเป็นอันดับที่ 43 ของศตวรรษที่ 20
- สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกจาก MIT ภายใต้การดูแลของ เคิร์ต เลวิน
แฮโรลด์ เคลลีย์ (Harold Kelley; 16 กุมภาพันธ์ 1921 – 29 มกราคม 2003) เป็นนักจิตวิทยาสังคมชาวอเมริกันและศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส (UCLA) ผลงานที่โดดเด่นที่สุดของเขาคือการร่วมพัฒนา ทฤษฎีความพึ่งพาระหว่างกัน (Interdependence Theory) ร่วมกับ จอห์น ทีโบ (John Thibaut) และการวางรากฐานให้กับ ทฤษฎีการอนุมานสาเหตุ (Attribution Theory) รวมถึงการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการในความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดตลอดชีวิตการทำงาน
จากการสำรวจของวารสาร A Review of General Psychology ในปี 2002 เคลลีย์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นนักจิตวิทยาที่ถูกอ้างอิงผลงานมากที่สุดเป็นอันดับที่ 43 ของศตวรรษที่ 20 ซึ่งสะท้อนถึงอิทธิพลอย่างกว้างขวางของงานวิจัยของเขาต่อวงการจิตวิทยาสังคม
ประวัติและการศึกษา
แฮโรลด์ เคลลีย์ เกิดที่เมืองบอยซี รัฐไอดาโฮ และย้ายไปอยู่ที่เมืองเดลาโน รัฐแคลิฟอร์เนียเมื่ออายุ 10 ปี เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (B.A.) และปริญญาโทด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ในปี 1942 และ 1943 ตามลำดับ
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เคลลีย์ได้ทำงานในโปรแกรมจิตวิทยาการบิน (Aviation Psychology Program) ของกองทัพอากาศ ซึ่งเขามีหน้าที่พัฒนาแบบทดสอบการคัดเลือกและวิเคราะห์ประสิทธิภาพของลูกเรือการบิน ประสบการณ์นี้ส่งผลให้เขาตัดสินใจศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ภายใต้การดูแลของ เคิร์ต เลวิน (Kurt Lewin) ณ ศูนย์พลวัตกลุ่ม (Center for Group Dynamics) และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก (Ph.D.) ในปี 1948
เส้นทางวิชาการของเคลลีย์เริ่มต้นที่มหาวิทยาลัยเยล ในตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ ซึ่งเขาได้ร่วมเขียนหนังสือ Communication and Persuasion ร่วมกับ คาร์ล โฮฟแลนด์ (Carl Hovland) และ เออร์วิง เจนิส (Irving Janis) ต่อมาเขาได้ย้ายไปทำงานที่มหาวิทยาลัยมินนิโซตา และท้ายที่สุดได้ย้ายมาประจำที่ UCLA ซึ่งเขาปฏิบัติหน้าที่จนกระทั่งเกษียณอายุในปี 1991 โดยยังคงมีบทบาทในฐานะศาสตราจารย์กิตติคุณและประธานองค์กรหลายแห่งภายในมหาวิทยาลัย เคลลีย์เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในปี 2003 ที่บ้านพักในมาลิบู
ผลงานทางวิชาการที่สำคัญ
ทฤษฎีความพึ่งพาระหว่างกัน (Interdependence Theory)
ผลงานที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเคลลีย์คือการร่วมพัฒนาทฤษฎีความพึ่งพาระหว่างกันกับ จอห์น ทีโบ ซึ่งปรากฏครั้งแรกในหนังสือ The Social Psychology of Groups (1959) และได้รับการขยายความอย่างสมบูรณ์ใน Interpersonal Relations: A Theory of Interdependence (1978)
ทฤษฎีนี้จัดอยู่ในกลุ่มทฤษฎีการแลกเปลี่ยนทางสังคม (Social Exchange Theory) โดยมุ่งเน้นไปที่รูปแบบความพึ่งพากันในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เพื่อวิเคราะห์ว่าคู่ปฏิสัมพันธ์แต่ละฝ่ายสามารถส่งผลกระทบหรือควบคุมผลลัพธ์ของอีกฝ่ายได้มากน้อยเพียงใดในสถานการณ์หนึ่งๆ
เคลลีย์และทีโบได้ประยุกต์ใช้สมการพฤติกรรมของ เคิร์ต เลวิน ที่ว่า B = f(P, E) (พฤติกรรมเป็นฟังก์ชันของบุคคลและสิ่งแวดล้อม) มาเป็น I = f(S, A, B) ซึ่งหมายความว่า การปฏิสัมพันธ์ (Interaction - I) เป็นฟังก์ชันของบุคคลสองคน (A และ B) และบริบทของสถานการณ์ความพึ่งพาระหว่างกัน (Situation - S)
จุดเด่นของทฤษฎีนี้คือการใช้โมเดล รางวัล (Rewards) และ ต้นทุน (Costs) ซึ่งคล้ายคลึงกับทฤษฎีเกม (Game Theory) โดยเสนอว่ามนุษย์พยายามแสวงหาผลลัพธ์ที่ดีที่สุด (รางวัลสูง ต้นทุนต่ำ) ในความสัมพันธ์ เช่นเดียวกับการตัดสินใจทางการเงิน เคลลีย์ใช้เมทริกซ์ (Matrix) เพื่อแสดงผลลัพธ์ของรางวัลและต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการกระทำของบุคคลทั้งสองฝ่าย ทำให้สามารถเห็นภาพรวมของผลประโยชน์ที่ได้รับและสูญเสียในความสัมพันธ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม
การศึกษาเรื่องความประทับใจและการอนุมานสาเหตุ
ในปี 1948 เคลลีย์ได้นำเสนอวิทยานิพนธ์ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยได้รับอิทธิพลจากการทดลองของ โซโลมอน อัช (Solomon Asch) เกี่ยวกับลักษณะนิสัยส่วนกลาง (Central Traits) เคลลีย์ทำการทดลองโดยบรรยายลักษณะบุคคลหนึ่งให้กลุ่มตัวอย่างฟัง โดยกลุ่มหนึ่งได้รับคำบรรยายว่าบุคคลนั้นเป็นคน "อบอุ่น" (Warm) และอีกกลุ่มได้รับคำบรรยายว่า "เย็นชา" (Cold) แม้ว่าพฤติกรรมอื่นๆ ของบุคคลนั้นจะเหมือนกันทุกประการ
ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มที่ได้รับคำบรรยายว่า "อบอุ่น" จะมีความประทับใจในเชิงบวกต่อบุคคลนั้นมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่กลุ่มที่ได้รับคำบรรยายว่า "เย็นชา" จะมีความประทับใจในเชิงลบ ซึ่งเป็นการยืนยันว่าลักษณะนิสัยบางประการมีอิทธิพลอย่างสูงต่อการสร้างความประทับใจโดยรวมและการตีความพฤติกรรมของผู้อื่น
คำถามที่พบบ่อย
ทฤษฎีความพึ่งพาระหว่างกันของแฮโรลด์ เคลลีย์ คืออะไร?
คือทฤษฎีที่วิเคราะห์การปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล โดยมองว่าคุณภาพของความสัมพันธ์ขึ้นอยู่กับความสมดุลระหว่าง 'รางวัล' (สิ่งที่ได้รับ) และ 'ต้นทุน' (สิ่งที่เสียไป) และการที่แต่ละฝ่ายสามารถควบคุมผลลัพธ์ของอีกฝ่ายได้มากน้อยเพียงใด
แฮโรลด์ เคลลีย์ มีความเกี่ยวข้องกับ เคิร์ต เลวิน อย่างไร?
เคลลีย์ศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่ MIT ในศูนย์พลวัตกลุ่ม (Center for Group Dynamics) ซึ่งก่อตั้งและนำโดย เคิร์ต เลวิน ทำให้เขาได้รับอิทธิพลทางความคิดในการวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์และพลวัตกลุ่ม
งานวิจัยเรื่องความประทับใจของเคลลีย์ค้นพบอะไร?
เขาพบว่าลักษณะนิสัยบางอย่าง (เช่น ความอบอุ่น หรือ ความเย็นชา) ทำหน้าที่เป็น 'ลักษณะนิสัยส่วนกลาง' ที่ส่งผลต่อการประทับใจโดยรวมของบุคคลนั้น แม้ว่าพฤติกรรมอื่นๆ จะเหมือนกันก็ตาม
