ประวัติและนวัตกรรมของ Hayes Microcomputer Products
สรุปใจความสำคัญ
- ก่อตั้งโดย Dennis C. Hayes และ Dale Heatherington ในปี 1977
- ผู้สร้าง Smartmodem ซึ่งนำชุดคำสั่ง AT มาใช้ในการควบคุมโมเด็มผ่านซอฟต์แวร์
- ชุดคำสั่ง AT กลายเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมที่โมเด็มส่วนใหญ่ในเวลาต่อมานำไปใช้
- ปิดตัวลงในปี 1999 หลังจากไม่สามารถปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีบรอดแบนด์อย่าง ADSL และเคเบิลโมเด็มได้
Hayes Microcomputer Products เป็นบริษัทผู้ผลิตโมเด็มสัญชาติสหรัฐอเมริกาที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานการสื่อสารข้อมูลในยุคเริ่มต้นของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล บริษัทเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากการพัฒนา Smartmodem ซึ่งเป็นการนำชุดคำสั่งควบคุมมาใช้ในการสั่งการโมเด็มผ่านอินเทอร์เฟซซีเรียล แทนที่การใช้สวิตช์ควบคุมที่หน้าเครื่องแบบเดิม ซึ่งช่วยให้การทำงานของโมเด็มมีความอัตโนมัติและสะดวกสบายมากขึ้น โดยมาตรฐานชุดคำสั่ง AT ของ Hayes ได้กลายเป็นรากฐานที่โมเด็มเกือบทุกรุ่นในเวลาต่อมานำไปใช้งาน
จุดเริ่มต้นและการก่อตั้ง
เดนนิส ซี. เฮย์ส (Dennis C. Hayes) เริ่มต้นเส้นทางในสายงานการสื่อสารข้อมูลหลังจากจบการศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีจอร์เจีย (Georgia Institute of Technology) โดยได้ทำงานที่ National Data Corporation และ Financial Data Sciences ซึ่งทำให้เขาเล็งเห็นถึงโอกาสในตลาดไมโครคอมพิวเตอร์ที่บริษัทรายใหญ่ในขณะนั้น เช่น IBM มักมองข้าม

ในปี 1977 เดนนิส เฮย์ส และเพื่อนร่วมงาน เดล เฮเทอริงตัน (Dale Heatherington) ได้เริ่มผลิตโมเด็มในห้องครัวของบ้าน โดยผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกคือรุ่น 80-103A ซึ่งเป็นโมเด็มความเร็ว 300 bit/s ที่รองรับมาตรฐาน Bell 103 สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ระบบบัส S-100 ต่อมาในปี 1978 ทั้งคู่ได้ก่อตั้งบริษัท D.C. Hayes Associates และเปลี่ยนชื่อเป็น Hayes Microcomputer Products ในปี 1980
วิวัฒนาการของผลิตภัณฑ์ยุคแรก
ในยุคแรก โมเด็มส่วนใหญ่แบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก คือ โมเด็มภายนอกที่ใช้ตัวเชื่อมต่อแบบ Acoustic Coupler (ซึ่งผู้ใช้ต้องวางหูโทรศัพท์ลงในถ้วยรับสัญญาณด้วยตนเอง) และโมเด็มภายในที่เชื่อมต่อกับบัสของคอมพิวเตอร์โดยตรง

Hayes ได้พัฒนา Micromodem 100 สำหรับระบบ S-100 และ Micromodem II สำหรับ Apple II ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลสามารถเข้าถึงการสื่อสารข้อมูลได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดของโมเด็มภายในคือต้องใช้ซอฟต์แวร์ไดรเวอร์เฉพาะสำหรับคอมพิวเตอร์แต่ละรุ่น ทำให้การขยายตลาดเป็นไปได้ยาก
การปฏิวัติด้วย Smartmodem
เพื่อแก้ปัญหาความเข้ากันได้ระหว่างแพลตฟอร์ม Hayes จึงหันมาใช้พอร์ตซีเรียล RS-232 แทนการเชื่อมต่อผ่านบัสภายใน และนำไปสู่การสร้าง Smartmodem ในปี 1981

นวัตกรรมที่สำคัญที่สุดของ Smartmodem คือการใช้ ชุดคำสั่ง AT (AT Command Set) ซึ่งช่วยให้ซอฟต์แวร์บนคอมพิวเตอร์สามารถสั่งให้โมเด็มโทรออก (Dial), วางสาย (Hang up) หรือตั้งค่าการทำงานต่างๆ ได้โดยตรงผ่านสายสัญญาณ ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องกดปุ่มที่ตัวเครื่องโมเด็มอีกต่อไป


การถดถอยและการสิ้นสุดของบริษัท
Hayes ครองตลาดโมเด็มระดับไฮเอนด์ตลอดทศวรรษ 1980 โดยมีคู่แข่งสำคัญคือ USRobotics และ Telebit อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ตลาดเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อมีคู่แข่งรายใหม่ที่สามารถผลิตโมเด็มประสิทธิภาพสูงในราคาที่ถูกลงมาก เช่น SupraFAXModem 14400 ในปี 1992 ซึ่งทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของ Hayes ลดลงอย่างรวดเร็ว
การมาถึงของเทคโนโลยี ADSL และเคเบิลโมเด็ม (Cable Modem) ในช่วงกลางทศวรรษ 1990 ยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ ทำให้บริษัทต้องเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองการล้มละลายตาม Chapter 11 หลายครั้ง ก่อนที่จะถูกชำระบัญชีและปิดตัวลงอย่างสมบูรณ์ในปี 1999
คำถามที่พบบ่อย
Smartmodem ของ Hayes แตกต่างจากโมเด็มยุคแรกอย่างไร?
Smartmodem แตกต่างตรงที่สามารถควบคุมการทำงานผ่านชุดคำสั่ง AT จากคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง แทนที่ผู้ใช้จะต้องกดสวิตช์หรือปุ่มควบคุมที่หน้าเครื่องโมเด็มด้วยตนเอง
ชุดคำสั่ง AT คืออะไร?
ชุดคำสั่ง AT คือภาษาควบคุมที่พัฒนาโดย Hayes เพื่อใช้สั่งการโมเด็ม เช่น การสั่งให้โทรออกหรือวางสาย ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นมาตรฐานที่ผู้ผลิตโมเด็มรายอื่นนำไปใช้ตาม
ทำไม Hayes ถึงปิดตัวลง?
เนื่องจากการแข่งขันด้านราคาจากคู่แข่งที่ผลิตโมเด็มราคาถูกแต่ประสิทธิภาพสูง และการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยีจากโมเด็มแบบ Dial-up ไปสู่บรอดแบนด์ (ADSL และ Cable Modem) ซึ่งบริษัทไม่สามารถปรับตัวได้ทัน
Hayes Microcomputer Products ก่อตั้งขึ้นเมื่อใด?
เริ่มดำเนินกิจการในรูปแบบการผลิตในครัวในปี 1977 และจดทะเบียนเป็นบริษัท D.C. Hayes Associates ในปี 1978 ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น Hayes Microcomputer Products ในปี 1980

